|
แฟชั่นญี่ปุ่น มารู้จักกับแนวแฟชั่นญี่ปุ่นกันก่อน... แฟชั่นวัยรุ่นสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ที่มาแรงสุด
ๆ ก็คงจะเป็น เสื้อผ้าประเภท Gothic & Lolita และ Punk
เรามาเริ่มรู้จักกันเลยดีกว่าว่าแต่ละสไตล์เป็นอย่างไร... Gothic (โกธิค)
แฟชั่นแนวนี้ส่วนมากจะเน้นไปในเรื่องของโทนสีที่ดูครึมๆ
ลึกลับๆ ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ Dark Style มักจะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่
แต่ก็อาจจะมีส่วนประกอบเป็นสีขาว หรือสีแดง ตามแต่สไตล์ของแต่ละคน
ที่มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษค่ะ
ซึ่งต้นกำเนิดอยู่ที่ชาวพื้นเมือง เรียกว่า ชาวโกธิค ซึ่งเราจะเห็นแฟชั่นสไตล์นี้ในหนังผี
เช่น พวกท่านเคาน์, แวมไพร์ หรือพวกแม่มดในเทพนิยายที่ดูเรียบแต่หรูนั่นเอง
หรือถ้าใครเคยอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง หนุ่มหล่อเฟี้ยว
แปลงโฉมสาว (Yamatonadeshiko) ก็จะเห็นการแต่งการสไตล์
Gothic ในเรื่องด้วยนะคะ Lolita หรือ Lolita Baby (โลลิต้า)
ส่วนมากแฟชั่นแนวนี้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นสาวๆ มากกว่า
เพราะจะออกแนวหวานแหว๋วเหมือนตุ๊กตาน่ารักนะคะ เสื้อผ้าในแนวนี้จะเน้นไปทางลูกไม้
ระบาย และสีผ้าที่ดูหวานๆ เช่น สีชมพู สีขาว ซะส่วนใหญ่
แฟชั่นแบบ Lolita คือการนำเอาแบบชุดของตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงและชุดของเชื้อพระวงศ์
(พวกเจ้าหญิงน่ะคะ)นำมาประยุกต์ใช้กันให้เหมือนเจ้าหญิงน้อยๆในเทพนิยาย
แฟชั่นแนวนี้เป็นที่นิยมมากในผู้ดีสมัยก่อนในแถบยุโรป เช่น
อังกฤษ ฝรั่งเศส และได้แพร่หลายไปในอีกหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น
Neo Lolita (นีโอโลลิต้า)
Neo Lolita เป็นการนำสไตล์ Lolita มาประยุกต์ให้เป็นแบบที่ทันสมัย
แต่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ เป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นโดยเฉพาะสาวๆ
เพราะโทนสีจะหวานๆ นอกจากนั้นยังใช้ผ้าลายสก็อตมาตกแต่งอีกด้วย
แฟชั่นญี่ปุ่นยังไม่จบเพียงเท่านี้ยังมีสไตล์ Gothic & Lolita, Punk หรือ UK.Punk (พังค์) , JAPPunk
(เจแปนพังค์) อีกด้วย ตามไปอ่านได้ที่
Siam Kane>>
|
|
วันวัฒนธรรม วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นวันวัฒนธรรมหรือ "บุงกะโนะหิ"
ตั้งแต่ช่วงนี้ไป แต่ละโรงเรียนแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มมี
"กักคุเอ็นไซ" หรืองานโรงเรียน
และยังเป็นวันหยุดประจำชาติ และการฉลองทางวัฒนธรรมหลายอย่างจัดขึ้นในวันนี้
หรือใกล้ ๆ วันนี้ ถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า ตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลาที่เหมาะกับการที่จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจนเที่ยงคืน
นั่นคือการดูหนังสือจนดึก และยังเป็นฤดูที่ผู้คนนิยมอ่านหนังสือหรือเพลิดเพลินกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม
วันวัฒนธรรมเป็นการระลึกถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1946
ซึ่งเป็นวันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ญี่ปุ่นประกาศตัดขาดกับสงคราม
และละทิ้งนโยบายส่งเสริมกำลังทางทหาร และความมั่งคั่งของชาติที่เคยแสวงหากันในสมัยคืนอำนาจให้แก่ราชวงศ์เมจิ
ญี่ปุ่นได้หันมาสร้างประเทศทางด้านวัฒนธรรมซึ่งมีรากฐานอยู่ที่อุดมการณ์
ของประชาธิปไตยที่อิสระและเท่าเทียมกัน วันวัฒนธรรมก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งหมายที่จะเน้นอุดมการณ์ดังกล่าวนี้
วันวัฒนธรรมนั้นหากอยู่ในสัปดาห์ใดก็จะเรียกสัปดาห์นั้นว่า "สัปดาห์เงิน" ตรงข้ามกับสัปดาห์ที่มีวันหยุดติดต่อกันในเดือนพฤษภาคามซึ่งรู้จักกันในนามว่า
"สัปดาห์ทอง" ในเดือนนี้ยังเป็นวันชุมนุมเพื่อการกรีฑาแห่งชาติจัดขึ้นในวันนี้ด้วย
โดยมีทีมจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่นเข้าแข่งกีฬาต่าง ๆ
หนังสือพิมพ์จะเสนอข่าวการแข่งขันนี้รวมทั้งข่าวเกี่ยวกับเทศกาลศิลปะ
การละคร และดนตรี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิลปินเด่นในแต่ละสาขา
วันวัฒนธรรมเป็นวันหยุดวันสุดท้ายที่ผู้คนทั่วไปสามารถออกไปสนุกสนานกันนนอกบ้านก่อนที่ฤดูหนาวจะย่างกรายมาถึง
ฤดูนี้ยังเป็นช่วงที่ผลไม้และผักของฤดูใบไม้ร่วง ปรากฎตามโต๊ะอาหารในสภาพที่อร่อยและมีประโยชน์มากที่สุด
ส้มมิกันมีอยู่ทุกหนแห่ง เปลือกของส้มมิกันเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีส้มในเดือนพฤศจิกายน
และเดือนนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วว่าเป็นเดือนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในรอบปี
จากหนังสือ ประตูสู่ญี่ปุ่น ของ สสท.
| ชมภาพงานวัฒนธรรมปีนี้
จาก อ.ปมโปโกะ@japan pantip
|
|
โลกธุรกิจในญี่ปุ่น
ในบริษัทที่มีการใช้ระบบจ้างงานตลอดชีพนั้น
พนักงานจะไม่ถูกไล่ออกนอกเสียจากจะกระทำความผิดด้านอาชญากรรม
พนักงานที่ทำงานมานานและประสิทธิภาพลดน้อยลงจะได้รับมอบหมายให้ทำงานที่สำคัญน้อยกว่าเดิมแทนที่จะโดนไล่ออก
มีมาตรการอื่น ๆ อีกมากที่ใช้แทนเพื่อหลีกเลี่ยงการไล่พนักงานออก
ในยามที่ธุรกิจไม่ดีบริษัทหลายแห่งจะตัดเงินค่าจ้างของทุกคนเช่นเดียวกันหมดนับตั้งแต่
ประธานบริษัทลงมา แทนการปลดพนักงานออก ยกเว้นบางกรณีเมื่อเกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมาหลาย
ๆ บริษัทในญี่ปุ่นก็มีการปลดพนักงานออกเช่นกัน เนื่องจากมีระบบการว่าจ้างตลอดชีพ
จึงมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าทำงานในช่วงระหว่างปี
บริษัทส่วนใหญ่จะจ้างพนักงานใหม่ในฤดูการจ้างงานปกติดของทุก
ๆ ปี การสอบแข่งขันเข้าทำงานซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายนจึงสำคัญมากทีเดียวจนเกิดเป็นธรรมเนียมที่ถือปฎิบัติกันมา
ผู้เข้าทำงานใหม่ จะได้รับการอบรมขึ้นพื้นฐานเป็นเวลา 2-3
สัปดาห์ ซึ่งในเวลานี้พวกเขาจะได้รับรู้ในสิ่งที่ควรรู้ในฐานะพนักงานใหม่
เช่น ประวัติของบริษัท ระบบการทำงานของบริษัท และมารยาทที่ถูกต้องในการทำธุรกิจ
สำหรับการพัฒนาบุคคลากรระยะยาวนั้น ใช้วิธีอบรมพนักงานด้วยคนในสถานที่ของบริษัทซึ่งใช้ฝึกอบรมภาษา
หรือเทคนิค หรือส่งพวกเขาไปศึกษาอบรมต่อต่างประเทศหรือในประเทศ
การพัฒนาบุคลากรอีกรูปแบบหนึ่งภายในบริษัท คือ การสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานเป็นประจำ
เพื่อให้พนักงานมีประสบการณ์ในการงานด้านต่าง ๆ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบริษัทในญี่ปุ่นที่ตำแหน่งผู้จัดการนั้นมีไว้สำหรับพนักงานในบริษัทที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา
มากกว่าที่จะหาบุคคลภายนอกมารับตำแหน่งที่สูงเหล่านี้ บริษัทส่วนใหญ่จะมีบ้านพัก
หรือโรงแรมตากอากาศสำหรับพนักงาน ด้วยเหตุนี้เองทำให้บรรดาพนักงานเกิดความรู้สึกว่ามิใช่ตัวเขาเท่านั้น
แต่ครอบครัวของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทด้วยเช่นกัน คนทำงานส่วนใหญ่จะปลดเกษียณระหว่างอายุ
55-60 ปี ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้สึกว่าเร็วไป จึงมีหลายคนเข้าทำงานแห่งที่สองหลังจากเกษียณแล้ว
จะเห็นได้ว่าหน่อยราชการและบริษัทใหญ่ ๆ มักใช้อิธิพลของบริษัทหรือหน่วยงานนั้น
เพื่อหางานให้พนักงานบำนาญได้ทำในบริษัทเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในปัจจุบันมีอัตรส่วนของประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกปี
และมีการผลักดันให้ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์การทำงานได้ทำงานและทำประโยชน์ให้กับประเทศ ข้อมูลจาก ประตูสู่ญี่ปุ่น
โดย สสท.
|
|
Furoshiki
(ฟุโรชิกิ)
เป็นผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน หรือผ้าชนิดอื่นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ใช้สำหรับห่อหรือใส่ของ
ไม่ว่าจะเป็นใช้ห่อกล่องข้าว หรือ bento , ห่อหนังสือ Furoshiki
ส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่วกว่าผ้าเช็ดปากที่ใช้บนโต๊ะอาหาร โดยมีขนาดโดยประมาณเท่ากับด้านยาวของแผ่นหนังสือพิมพ์เมื่อกางออก
ฟูโรชิกิยังเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันเพราะมีน้ำหนักเบาและพักเก็บได้ง่ายเมื่อไม่ต้องการใช้
แต่เดิมนั้น
Furoshiki มีไว้เพื่อใช้ห่ออุปกรณ์ที่ใช้อาบน้ำ
เมื่อไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำสาธารณะโดยใช้ปูเพื่อวางของบนพื้นในห้องอาบน้ำ
ซึ่งจะเห็นได้จากคำว่า ฟุโร (ห้องน้ำ) และชิกิ (วางแผ่ออก)
เมื่อ 30 ปีที่แล้ว Furoshiki ที่มีราคาแพงทำจากวัสดุคุณภาพดี
มีลวดลายสวยงาม เป็นที่นิยมให้เป็นของขวัญกัน
และใช้ถือเป็นเครื่องประดับที่สวยสง่าคู่กับกิโมโนได้ (ภาพ
Furoshiki กับกิโมโน) Furoshiki เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น
ก็ใช้ Furoshiki ห่อสิ่งของนั้นมีวิธีการห่อ การมัดหลากหลายรูปแบบ
ถึงกับมีโรงเรียนสอนศิลปะการมัดฟุโรชิกิเลยก็มี คนญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะละเอียดอ่อนกับเรื่องของบรรจุภัณอยู่แล้ว
ในปัจจุบัน Furoshiki มีตั้งแต่ผ้าสี่เหลี่ยมธรรมดา ไปจนถึง
Furoshiki ที่มีการออกแบบให้เข้ากับยุคสมัย และสะดวกในการใช้งานเหมาะกับยุคที่ต้องแข่งกับเวลา
คนญี่ปุ่นจึงคิดค้นวิธีที่จะทำให้ Furoshiki ในงานได้ง่ายขึ้นไม่ต้องมีนั่งผูกปมให้สวยงามเหมือนแต่ก่อน
(ภาพ
Furoshiki แนวใหม่) หรือการออกแบบ Furoshiki เป็นถุงก็มี
(ภาพ Furoshiki ออกแบบใหม่เป็นถุง)
ข้อมูลบางส่วนจาก
หนังสือ "ประตูสู่ญี่ปุ่น" สสท.
|
|
Omamori
เครื่องรางญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นยังคงมีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังที่จะช่วยป้องกันตัวเองจากสิ่งไม่ดี
หรือเพื่อทำให้มีโชคดีในเรื่องต่าง ๆ ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีความพัฒนาในด้านความเจริญในหลาย
ๆ ด้านแต่กลับยังมีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้อย่างเหนียวแน่น
วัยรุ่นญี่ปุ่นก็ยังนิยมพกเครื่องรางเหล่านี้ติดตัวเพื่อให้ช่วยในเรื่องต่าง
ๆ บางคนมีติดตัวหลาย ๆ ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นพกเพื่อ ป้องกันอุบัติเหตุ
ให้ขับรถปลอดภัย , เครื่องรางช่วยให้หายป่วย, เครื่องรางช่วยให้มีโชคในเรื่องของความรัก
หรือแม้แต่เครื่องรางช่วยให้เรียนดี สอบได้ ก็ยังมี หากจะเปรียบเครื่องรางของประเทศญี่ปุ่นแล้วก็คงจะคล้าย
ๆ กับยันต์ของไทยที่ลงคาถาอาคมณ์เพื่อกันผีบ้าง เพื่อให้ค้าขายรุ่งเรือง
แต่ยันต์เพื่อให้มีโชคเรื่องความรักของไทยเรายังไม่เคยเห็น
นอกจากในไทยจะเป็นแผ่นผ้ายันต์แล้ว ก็ยังมีด้ายสายสินญ์
หรือห้อยพระไปเลย วัยรุ่นไทยไม่ค่อยนิยมห้อยพระเครื่อง หรือผูกด้ายสายสินญ์ที่ข้อมือเพราะดูแล้วไม่เท่ห์
แต่สำหรับเครื่องรางญี่ปุ่นหรือ omamori มักจะมีการออกแบบได้อย่างน่ารัก
น่าใช้ สีสันมีตั้งแต่สีแดงนำโชค สีขาว สีม่วง สีน้ำเงิน
จนกระทั่งสีฟ้า สีชมพู ดูแล้วน่ารัก หน้าใช้เป็นที่สุด Omamori
มีมากมายหลายแบบทั้งแบบสี่เหลี่ยมที่ด้านนอกเป็นผ้าไหม ปักลวดลายแบบญี่ปุ่น
หรือแบบเอาใจวัยรุ่นด้วยดีไซน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องรางของ
Sario อย่าง Kitty หรือแม้แต่เครื่องรางโดราเอม่อน ก็ยังมี
ในปัจจุบันตามวัด หรือศาลเจ้าแต่ละแห่ง มักจะทำ Omamori
จำหน่ายกันทุกแห่ง เรียกได้ว่าหากไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นต้องมี
Omamori กลับมาฝากเพื่อน ฝากแฟน หรือครอบครัว หรือใครที่มีเพื่อน
หรือคนรู้จักเป็นคนญี่ปุ่นก็คงเคยได้รับ Omamori เป็นของฝากกันอย่างแน่นอน
เรื่องราคาของ Omamori นั้นมีตั้งแต่ 100 เยน ไปจนถึง หมื่นเยนเลยก็มี
ยิ่งหากเป็นเครื่องรางจากวัด หรือศาลเจ้าชื่อดัง ที่ผ่านการทำพิธีจากพระชื่อดังก็จะยิ่งมาราคามากยิ่งขึ้น
ในสมัยโบราณความหมายที่แท้จริงของ Omamori นั้นเพื่อให้มีความสุข
ความก้าวหน้า ป้องกันภัยอันตราย แต่สำหรับในปัจจุบันกลับกลายเป็นธุรกิจใหญ่ของญี่ปุ่นอีกธุรกิจหนึ่งเลยทีเดียว
|
|
ผัว-เมียญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมีสุภาษิตสอนหญิงไม่ต่างกับประเทศไทยที่ว่า "ชายเป็นช้างเท้าหน้า
หญิงเป็นช้างเท้าหลัง" แต่ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด
ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายมากกว่าเมื่อก่อนมาก จนเกือบเทียบเท่าผู้หญิงชาวตะวันตก
แต่ประเทศญี่ปุ่นนั้นปัจจุบันถึงแม้จะมีความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม
และเทคโนโลยี แต่กับเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควร
ภรรยาชาวญี่ปุ่นกว่า 80% ยังคงอยู่ในโอวาสของสามี และแทบจะไม่มีปากเสียงใด
ๆ ยิ่งหากครอบครัวใดมีลูกด้วยแล้ว ผู้เป็นภรรยายิ่งต้องทำหน้าที่ดูแลทั้งลูกและสามีโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
สามีในภาษาญี่ปุ่นบางครั้งเรียกว่า "เรียวจิน"
หรือ "ชูจิน" ซึ่งจากรากศัพท์จะแปลว่า คนดี เจ้า
หรือนาย เวลาสวมเสื้อโค้ตสามีไม่จำเป็นต้องช่วยสวมให้ภรรยา
แต่เมื่อสามีสวมภรรยาก็ต้องเป็นผู้ช่วยสวมเสมอ (ดูจากละครทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่นะ)
ญี่ปุ่นมีภาษิตที่รุนแรงว่า "ผู้หญิงฉลาดอาจนำชาติสุ่ความหายนะ" และผุ้หญิงญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็เชื่อสุภาษิตนี้ ถ้าถามว่าทุกวันนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นมีบทบาทอะไร
ก็ตอบได้ว่ามีบทบาทสองประการคือ หนึ่งคอยสนับสนุนสามี สอง
คือการเลี้ยงเด็ก ที่ญี่ปุ่นยกย่องผู้ที่เกิดมาเป็น "ลูกชายคนโต" อย่างเห็นได้ชัด เพราะลูกชายคนโตเท่านั้นที่จะได้เป็นผู้รับมรดกของตะกูล
แม้ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นก็ยังเชื่อเช่นนั้น มีเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านเป็น
ศาลเจ้า และเขาพี่น้อง 2 คน เขาบอกว่าเมื่อเรียนจบ เขาไม่สามารถเลือกทำงานที่ตนชอบได้
เพราะต้องไปเรียนการเป็นพระ เพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัว
แต่น้องชายของเขานั้นสามารถไปทำงานที่ตัวเองเลือกได้ตามใจ
คนต่างชาติอย่างเรา ๆ ก็คงยากที่จะเข้าใจ เนื่องจากเห็นได้ชัดถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมญี่ปุ่น
พูดถึง ผัว เมียญี่ปุ่น ปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่หันมาสนใจที่จะแต่งงานกับคนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง
หรือไทย ด้วยเหตุผลเดียวก็คือผู้ชายชาวญี่ปุ่น ไม่ค่อยทำโรแมนติก
หรือไม่เทคแคร์ผู้หญิงเท่าที่ควร และปัจจุบันสถิติการหย่าร้างในประเทศญี่ปุ่นก็มีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
.. บทความบางตอนจาก หนังสือ เพลินกับญี่ปุ่น โดย นพพร สุวรรณพานิช
|
|
ร่มญี่ปุ่น
หรือที่เรียกว่า คาระคาซ่า
ถ้าแปลตามตัวจะแปลว่า "ร่มจีน" แค่นี้ก็พอจะเดาออกว่าร่มญี่ปุ่นในอดีตนั้นนำเข้ามาจากประเทศจีนอย่างแน่นอน
ซึ่งปัจจุบันจะยังเห็นภาพตามกำแพงของหลุมฝังศพก่อนประวัติศาสตร์
จะมีรูปขุนนางติดตามด้วยคนรับใช้สองคนคอยถือร่มให้เจ้านายของตน
หรือจะเป็นในนวนิยายของญี่ปุ่นก็ยังมีการบรรยายถึงร่มของเจ้านายแต่ละองค์ด้วย
จึงเห็นได้ว่าร่มในญี่ปุ่นนั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในชีวิตประจำวันของขุนนาง
และคนญี่ปุ่นในยุคเก่า ในสมัยก่อนร่มทำด้วยผ้า ซึ่งจะเป็นผ้าไหมซะส่วนใหญ่
และไม่สามารถหุบร่มมาเก็บไว้ได้ ซึ่งจะไม่ได้ใช้ร่มนี้กันแดดหรือฝน
แต่กลับมีไว้เพื่อแสดงอำนาจและฐานะของขุนนางในสมัยนั้น แม้แต่พระก็ยังต้องมีร่มไว้แสดงยศศักดิ์
ร่มบางคันก็จะมีตราประจำตระกูล ซึ่งญี่ปุ่นใช้สืบเนื่องกันมานานนับพันปี
เมื่อญี่ปุ่นเวลาผ่านไปร่มญี่ปุ่นที่ไม่สามารถเปิดปิดได้
ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้กันอีกต่อไป ในสมัยเอโดะ หรือโตเกียวเก่าได้มีการพัฒนาให้งดงาม
ทำโดยช่างฝีมือ จนทำให้ร่มกันแดดกันฝนได้ดีขึ้น มีการนำร่มที่ทำด้วยผ้า
หรือกระดาษมาชุบน้ำมัน เพื่อให้กันฝนได้ สีของร่มญี่ปุ่นในสมัยนั้นจะจัดจ้าน
และยังมีน้ำหนักเบาอีกด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการผลิตร่มขึ้นในรูปแบบอุตสาหกรรม
จากผ้าและกระดาษ กลายเป็นร่มพลาสติก เน้นสีเข้ม และใช้กันอย่างแพร่หลาย
จนกระทั่งร่มแบบญี่ปุ่นที่มีความงดงามสีจัดจ้าน หายไปจากท้องถนนญี่ปุ่นในวันฝนตก
แต่กลับเห็นร่มสีดำจำนวนมาก พร้อมกับคนที่อยู่ในชุดสูทผูกไทย์
เดินกันขวักไขว่บนถนนญี่ปุ่นในวันฝนตก ส่วนภาพของร่มญี่ปุ่นที่ทำอย่างปราณีตกลับไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์แทน
หรือเวลาไปดูคาบูกิ ก็จะเห็นนักแสดงถือร่มญี่ปุ่น และเดินอย่างเชื่องช้าสง่างามเข้ากับท่าทางการร่ายรำแบบญี่ปุ่น
ภาพของหญิงชาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนถือร่มญี่ปุ่นดูงดงามนั้นช่างหาชมได้ยากนักในปัจจุบัน
|
|
ฤดูฝน
หรือ Tsuyu ช่วงเดือนมิถุนายนอย่างนี้เป็นช่วงของฤดูฝนทั่วประเทศญี่ปุ่น
ยกเว้นก็แต่ ฮอกไกโด เท่านั้นเพราะ ฮอกไกโด ไม่มีฤดูฝนและจะเหมาะมากหากใครไปเที่ยวที่ฮอกไกโดในช่วงนี้
ญี่ปุ่นในช่วงต้นมิถุนา ไปจนถึง กลางเดือนกรกฎาคมจึงมีอากาศร้อน
และชื้น แถมด้วยฝนตกอีก เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีภูมิประเทศเป็นเกาะ
จึงมีความชื้นมาก อากาศไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ สำหรับคนธรรมดาที่อยู่ในเมืองแล้ววันไหนจะออกจากบ้านก็จะต้องไม่พลาดที่จะชมพยากรณ์อากาศ
ก่อนออกจากบ้านเสมอ แต่หากใครออกจากบ้านโดยไม่มีร่มติดตัวไปก็หาซื้อได้ไม่ยาก
เพราะสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่ว ๆ ไปโดยไม่จำเป็นต้องไปห้างใหญ่
ๆ และหากใครป่วยเป็นไข้หวัดจึงจำเป็นต้องหยุดพักอยู่บ้านเฉย
ๆ ไม่ออกไปทำงาน หรือออกไปโรงเรียน โดยจะอ้างว่าเป็นนิดหน่อยแล้วก็ไปทำงาน
หรือไปเรียนไม่ได้ เพราะว่าไข้หวัดในประเทศนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่าย
เมื่อเป็นหวัดจึงต้องมีผ้าปิดปาก หรือจมูก เมื่อต้องออกไปธุระข้างนอก
สิ่งที่ต้องทำในช่วงฤดูฝนอย่างนี้ก็คืออาบน้ำบ่อย ๆ เพราะว่าช่วงนี้อากาศร้อนและชื้น
ทำให้เหนียวตัว และไม่สบายตัว ส่วนแม่บ้านชาวญี่ปุ่นก็มักจะดูแลเรื่องอาหารการกิน
โดยต้องเก็บอาหารทุกอย่างไว้ในตู้เย็น เพราะหากเอาไว้นอกตู้เย็นอาหารจะเสียได้ง่าย
แต่ฤดูฝนก็มีข้อดีนะเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีสำหรับการเพาะปลูก
และมีดอกไม้มากมายหลายชนิดที่เบ่งบานต้อนรับฤดูฝน ดอก
Ajisai (ภาพ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูฝนของญี่ปุ่น
และจะเปลี่ยนสีไปตามสภาพอากาศในแต่ละวันอีกด้วย สำหรับสถานที่ชมดอก
Ajisai นั้น คือที่ Kamakura และ Hakone ซึ่งมีดอกไม้ชนิดนี้อยู่มาก
สำหรับพนักงานบริษัท หรือ Salary Man ทั้งหลายช่วงเดือนมิถุนายน
ก็เป็นช่วงที่ดี เพราะมักจะได้โบนัสกลางปี บางบริษัทอาจจะจ่ายเท่าเงินเดือนสองสามเดือนเลยก็มี..
แล้วใครว่าฤดูฝนน่าเบื่อ..
|
|
Oharai
พิธีชำระตนให้บริสุทธิ์จากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ นิกายชินโต เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ
แนวคิดหลักของ Shinto คือความบริสุทธิ์ ซึ่งผู้ที่นับถือ
Shinto นั้นจะต้องคงความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจคือปฎิบัติดี
และคิดดี ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงมีวิธีการที่จะชำระล้างตนเองจากความไม่บริสุทธิ์
มลพิษ และความเสื่อม โดยวิธีการที่เรียกว่า Oharai .. ปัจจุบันคนญี่ปุ่นจะทำ
Oharai ก็ต่อเมื่อมีการขึ้นบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ หรือว่าใช้ปัดเป่าผีปีศาจ
สิ่งชั่วร้ายออกจากบ้าน โดยสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่ การใช้น้ำล้างสิ่งอัปมงคล
, การใช้กระดาษสีขาวที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ โปรยเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย
ที่เรียกว่า "Kessai" และวิธีสุดท้ายคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่ทำตัวชัวร้าย
หรือคนที่ถือว่าเป็นอัปมงคล "imi" นอกจากจะปัดเป่าความชั่วร้ายด้วยตัวเองแล้ว
ก็ยังสามารถให้นักบวชใน Shinto มาช่วยสวดปัดรังควานให้ก็ได้เช่นกัน
ใน Shinto มีเทพเจ้าหลัก ๆ คือ "IZANUMA" ซึ่งเป็นเทพเจ้าเกี่ยวกับการสร้างสรรค์
ซึ่งในเริ่มแรกได้กำหนดรูปแบบของ โลก และเทวดาอีกสององค์
คือ Amaterasu-o-mi-kami และ Susano-no-mikoto ตามตำนาน
Amaterasu-o-mi-kami เป็นเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ และ Susano-no-mikoto
เป็นผู้ร่วมกันสร้าง เกาะทั้งแปด แห่งญี่ปุ่น จากเทพนิยายนี้
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนามากที่สุดเหนือประเทศอื่น ๆ ดังที่กล่าวว่า
"พวกเรา บนเกาะทั้งแปด ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระอาทิตย์
เราเป็นประชาชนของพระเจ้า พวกอื่นนั้นไม่ใช่" รวมกับการที่ประเทศญี่ปุ่นแบ่งแยกตัวเองจากประเทศอื่นๆ
และตลอดสองศตวรรษที่อยู่โดดเดี่ยวจากโลก (ปีคศ 1600-1800)
ประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ระบบความเชื่อดั้งเดิมของตนในการกีดกันชาติอื่น
ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม Oharai
Photo | ฟังบทสวด
Oharai
|
|
Golden
Week In Japan "สัปดาห์ทองของญี่ปุน"
เป็นสัปดาห์ที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เริ่มกันตั้งแต่วันที่
29 เมษายน Greenery Day (Midori no hi) ซึ่งเป็น "วันต้นไม้แห่งชาติ"
ในปี 2007 จะย้ายวันนี้ไปอยู่ในวันที่ 4 พฤษภาคม เพื่อไม่ให้มีวันหยุดที่คาบเกี่ยวกับวันทำงาน
สำหรับวันที่ 3 พฤษภา Constitution Day (Kenpo kinenbi)
เป็น "วันระลึกถึงรัฐธรรมนูญ" วันที่ 5 พฤษภา Children's
Day (Kodomo no hi) เป็น "วันเด็ก" และยังรวมถึงวันอาทิตย์อีกด้วย
บางปีหยุดถึง 10 วันกันเลยทีเดียว แล้วแต่ปฎิทินวันจะคาบเกี่ยวกับวันอาทิตย์กี่วัน
ตลอดทั้งอาทิตย์นี้คนญี่ปุ่นจะพากันไปพักผ่อนตามสถานที่ต่าง
ๆ ทั้งสวนสัตว์ สวนสนุก และเดินทางไปต่างประเทศกันด้วย และตามสถานีรถไฟ
บนถนนรถก็จะติดกันยาวหลายกิโลเมตร หรือแม้แต่ที่สนามบินขณะนี้ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่พากันเดินทางไปพักผ่อนกันคะ
ช่วงนี้ก็เป็นโอกาสทองของบรรดาบริษัททัวว์ด้วยเช่นกัน นิตยสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างพากันออกโปรแกรมท่องเที่ยวสุดประหยัด
สุดคุ้มกันเป็นแถว สำหรับประเทศที่คนญี่ปุ่นนิยมไปท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่งในปีที่ผ่าน
ๆ มาได้แก่ประเทศเกาหลี จีน ฮาวาย อเมริกา และไทย ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าช่วงสัปดาห์ทองนี้จะเห็นคนญี่ปุ่นเดินกันให้ควักในบ้านเรา
เรียกได้ว่าเป็นช่วงแห่งความสุข ความสนุกของชาวญี่ปุ่นเขาล่ะ
แต่ที่ไม่สนุกด้วยเห็นจะเป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ต้องหยุดการติดต่อกับบริษัทญี่ปุ่นไปด้วย
|
|
Tsukemono
หรือ ผักดองแบบญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนญี่ปุ่นหลังจากรับประทานอาหารอิ่ม
ต้องตามด้วย Tsukemono หากไม่ได้กินถือว่ายังไม่ได้กินเต็มอิ่ม
หน้าตาของผักดองญี่ปุ่นนั้นคล้าย ๆ กับกิมจิ ของคนเกาหลีแต่ว่าประเภทของผักที่นำมาหมักนั้นอาจจะแตกต่างกันบ้าง
Tsukemono ของญี่ปุ่นนั้นมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมีวิธีปรุงกว่าร้อยวิธี
แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมกันได้แก่ หัวไชเท้า ผักกาดจีน ผักต่าง
ๆ มะเขือ ขิง แตงกวา ลูกเกด ลูกพลับ (Umeboshi) เป็นต้น
สำหรับรสชาดของผักดองญี่ปุ่นก็มีตั้งแต่ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด
แต่หากรับประทานผักดองมากไปก็อาจจะทำให้ความดันสูงได้เพราะมีส่วนผสมของเกลือเป็นส่วนมาก
เนื่องจากเวลาหมักดองผักนั้นต้องใส่เกลือเผื่อให้เก็บไว้ได้นาน
ถึงแม้จะล้างออกก็ยังคงมีเกลือตกค้างอยู่มาก แต่ Tsukemono
ที่ซื้อตามร้านทั่วไป มีการควบคุมระดับของเกลือไม่ให้สูงเกินไปด้วย
เสน่ห์ของ Tsukemono อยู่ที่ความสด ไม่เหมือนกับกินของดองทั่ว
ๆ ไป เพราะว่ามีความกรอบเหมือนกินผักสด ๆ เวลากินจะมีเสียงกร้วม
ๆ ของความกรอบ ยิ่งกินในช่วงฤดูหนาวก็ยิ่งดีกับร่างกายเพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
สู้กับอากาศหนาวได้ดี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร
แม่บ้านชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นต้องทำผักดองให้กินในบ้าน หลังจากนั้นคนญี่ปุ่นรุ่นหลัง
ๆ ก็ได้คลุกคลีมากับ Tsukemono มาตลอดและเมื่อได้กิน Tsukemono
ก็เปรียบเสมือนว่าได้กินอาหารที่แม่ทำให้กิน หรืออาหารของคุณแม่นั่นเอง
จึงขาดไม่ได้เลยสักมื้อ แต่ปัจจุบันก็มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปมากมายหลากหลายยี่ห้อ
นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นหลาย ๆ คนก็มักจะพกติดกระเป๋าเดินทางมาด้วย
ส่วนใหญ่ที่นำมาด้วยก็คงจะเป็น ลูกพลับ หรือ Umeboshi เพราะสะดวกในการรับประทานและรสชาติอร่อย
เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่าทาน Umeboshi ตอนเช้า ๆ ทำให้เจริญอาหาร
และแก้อาการเมาค้างได้ดีที่สุด.. |
|
ดอกไม้ให้คุณ ถ้ากล่าวถึงการมอบดอกไม้ในโอกาสต่าง ๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีธรรมเนียมการมอบดอกไม้ในโอกาสต่าง
ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันแต่งงาน หรือไปเยี่ยมไข้หรือแม้แต่งานศพก็ยังมีการมอบดอกไม้กัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการมอบดอกไม้นั้นต้องดูความเหมาะสมของดอกไม้แต่ละชนิดให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะให้ด้วย
และดอกไม้ที่จะให้ควรบานแล้วประมาณ 70% ปัจจุบันที่ประเทศญี่ปุ่นมีดอกไม้จากทั่วโลกส่งไปขายภายในประเทศ
และยังมีดอกไม้ในท้องถิ่นมากมายตามฤดูกาลอีกด้วย วันแม่จะมีการมอบดอกคาร์เนชั่นแก่คุณแม่
,วันฉลองการสอบเข้าโรงเรียน การสำเร็จการศึกษา หรือวันที่มีงานทำ
ก็ควรจะมอบดอกไม้ที่มีสีสันสดใสเหมาะสำหรับการเริ่มต้นใหม่
, วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน ก็มักจะมอบดอกไม้ที่ผู้รับชื่นชอบ
, วันฉลองการมีลูก ควรมอบเมล็ดดอกไม้หรือต้นไม้อ่อน เพื่อแสดงถึงการเจริญเติบโตของทารก
เหมือนกับการเฝ้ามองการเติบโตของทารกไปพร้อม ๆ กับต้นไม้นั้น
, การฉลองการย้ายบ้านใหม่ ควรมอบไม้ใบ ตามสภาพแวดล้อมของบ้าน
และรสนิยมของเจ้าของบ้าน, การฉลองครบรอบอายุยืน ดอกไม้ที่เหมาะสมที่สุดก็คือดอกเบญจมาศ
โบตั๋น บ๊วยสีแดงและขาว หรือดอกไม้อื่น ๆ ที่สามารถอยู่ได้นาน
,การไปเยี่ยมคนป่วย ควรมอบดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่นจัดจ้านเกินไป
หรือเป็นดอกไม้ที่คนป่วยชื่นชอบ แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเลือกดอกไม้ไปเยี่ยมอย่างมาก
เช่นไม่ควรให้ดอก ชิคุระเม็ง เพราะเสียง "ชิ"
สื่อถึงความตาย เสียง "คุ" หมายถึงความเจ็บปวด
ทรมาน หรือ ดอกคาเมลเลีย และ ดอกป๊อปปี้เป็นดอกที่ร่วงโรยง่าย
หรือแม้แต่ดอกไม้กระถาง เนื่องจากไม้กระถากมีราก (เนะ) สื่อไปถึง "เนะทสึคุ" หมายถึงการเจ็บป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ
ถ้าไม่แน่ใจในการเลือกดอกไม้ไปเยี่ยมคนป่วยก็ควรลีกเลี่ยงการนำดอกไม้ไปเยี่ยม
ซึ่งอาจจะเปลี่ยนไปเป็นการให้สิ่งของบำรุงสุขภาพแทนก็ได้
และสำหรับงานศพ มักจะไหว้ด้วยดอกเบญจมาศ สีขาว ลิลลี่ขาว
คาร์เนชั่นสีขาว เป็นต้น โดยจะเน้นดอกไม้สีขาวและใบที่มีสีเขียวเท่านั้น
ข้อมูลจาก สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นหรือข้าวอบสัปรดของไทยคะ
เราเองก็สามารถทำทานได้เองง่ายๆ .. คิดกันไว้รึยังว่าจะทำ
takenoko gohan หน้าอะไร.. จาก หนังสือสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่น
|
|
ทะคิโคะมิ
- โกะฮัง takikomi gohan คือข้าวที่หุงกับเครื่องปรุงต่าง
ๆ เช่น ผัก เนื้อ ปลา หอย ฯลฯ ตามฤดูกาล และปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรส
ปรุงได้โดยง่ายด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า โดยเริ่มจาก ล้างข้าวสารและรินน้ำออกก่อนที่จะหุงราว
1 ชม. แล้วนำแผ่นเต้าหู้ทอดในน้ำเดือด หั่นเนื้อไก่เป็นชิ้นสี่เหล่ยมขนาด
1 ซม. และหั่นแครอทกับแผ่นเต้าหู้ออกเป็นเส้นเล็ก ๆ หมักเนื้อไก่ในน้ำซุปสำหรับหมักไก่ประมาณ
5 นาที หลังจากนั้น
ใส่ข้าวสาร น้ำ น้ำซุปลงในหม้อหุงข้าว และใส่เครื่องปรุงอื่น
ๆ ไว้ด้านบน แล้วนำไปหุง เมื่อหุงข้าวสุกแล้วค่อยคลุกเครื่องกับข้าวสวยให้เข้ากัน
ปล่อยทิ้งไว้อีก 10 นาที ก็
เป็นอันเสร็จ เวลาทานสามารถนำ ใบคิโนะเมะ ขิง แป๊ะก๊อวย
หรือดอกเบญจมาศเล็ก มาโรยหน้าก่อนรับประทานก็ได้ สำหรับสิ่งที่ขึ้นชื่อตามฤดูต่าง
ๆ เช่น ในฤดูใบไม้ผลิ จะมี takenoko gohan หรือข้าวคลุกหน่อไม่จีน
ในฤดูร้อน จะมี endoo gohan ข้าวเมล็ดถั่วลันเตา และในฤดูใบไม้ร่วง
จะมี matsutake gohan ข้าวเห็ดสน กับ kuri gohan ข้าวเมล็ดเกาลัด
และในบ้างท้องที่จะมี
Takikomi gohan ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งใส่ผลผลิตที่ขึ้นชื่อของท้องถิ่นนั้น
ๆ เช่น sansai gohan ข้าวผักที่ขึ้นตามเขา ท้องถิ่นบริเวณทะเลจะมี
hotate gohan ข้าวหอยแครง ในแถบอะโอะโมะริ เป็นต้น Takikomi
gohan เป็นอาหารที่เป็นที่ชื่นชอบของตั้งแต่คนชราจนถึงเด็ก
.. ดูไปก็คล้าย ๆ ข้าวอบไก หรือข้าวอบสัปรดของไทยคะ เราเองก็สามารถทำทานได้เองง่ายๆ
.. คิดกันไว้รึยังว่าจะทำ takenoko
gohan หน้าอะไร.. จาก หนังสือสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่น
|
|
Onigiri (โอะนิงิริ) คืออาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่โบราณ
โดยการนำข้าวที่เพิ่งหุงเสร็จไว้ในมือแล้วใส่ไส้ไว้ตรงกลาง
คนไทยก็คงจะคุ้นเคยกันดีสำหรับคนที่เคยดูการ์ตูนญี่ปุ่น
มักจะเห็นข้าวปั้นรูปสามเหลี่ยมและมีแผ่นสาหร่ายแปะอยู่ด้านนอก
โอะนิงิริ นี้จริง ๆ แล้วสามารถทำได้หลากหลายรูปร่างไม่ว่าจะเป็นแบบ
ก้อนสามเหลี่ยม, ก้อนกลม, รูปไข่ หรือรูปดอกไม้ ก็ได้ คนญี่ปุ่นนิยมนำ
โอะนิงิริ ไปทานเมื่อไปปิคนิค หรือนำไปในวันแข่งกีฬา เพราะสามารถพบพาง่าย
และสามารถรับประทานโดยไม่ต้องใช้ตะเกียบ โดยจะนำไปใส่ในอาหารกล่องแบบญี่ปุ่น
หรือที่เรียกกันว่า maku no uchi bento บางคนนำ โอะนิงิริ
ไว้เป็นอาหารว่างสำหรับเด็ก หรือเป็นอาหารว่างยามเมื่อต้องอ่านหนังสือดึก
ๆ วิธีทำ คือ เริ่มจากการเอามือชุบน้ำเพื่อไม่ให้ข้าวติดมือเวลาปั้น
และนำข้าวสวยญี่ปุ่นที่หุ่งเรียบร้อยแล้วมาผสมกับเกลือ งาคั่ว
แล้วกดตรงกลางให้บุ่มเพื่อใส่ไส้ ไส้อาจจะเป็น อุเมะโบะชิ
(บ๊วยดอง) ปลาโอ ไข่ปลา แล้วปั้นให้เป็นรูปร่างตามต้องการ
หลังจากนั้นก็นำเอาแผ่นสาหร่ายมาห่อ จะห่อมิดทั้งก้อน หรือจะห่อแค่บางส่วนก็ได้
เป็นอันเสร็จพิธี การปั้นโอะนิงิริ สามารถเอาใส่ลงไปให้แม่พิมพ์ก็ได้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว
และรูปร่างจะเหมือนกันทุกก้อน
|
|
 เท็มปุระ
Tempura อาหารอีกประเภทที่เป็นอาหารประเภททอดของญี่ปุ่น
โดยการนำอาหารทะเล ผัก หรืออะไรก็ตามที่ชอบนำมาชุดด้วยแป้งสาลี
น้ำ เกลือนิดหน่อย และไข่ที่ตีจนเข้ากัน แล้วทอดด้วยน้ำมัน
นอกจากนี้ยังสามารถใช้มันเทศ ฟักทอง รากบัว ถั่วแขก หน่อไม้ฝรั่ง
มะเขือยาว พริกหยวก ปลาหมึก กุ้ง ปลาถอดก้าง เป็นต้น คนญี่ปุ่นนิยมกินเป็นอาหารประจำวัน
หรือเป็นอาหารเย็นแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เท็มปุระ จะมีรสชาติค่อนข้างจืดหากเทียบกับไก่ชุดแป้งทอด
หรืออะไรทอด ๆ ของคนไทย สำหรับน้ำจิ้มเท็มปุระไม่ค่อยจำเป็นเนื่องจากเราสามารถรับประทานเท็มปุระ
โดยไม่มีน้ำจิ้มก็ได้ เพียงจิ้มเกลือ มายองเนส หรือซอสมะเขือเทศ
ก็ได้ แต่ถ้าจะให้ครบสูตรเท็มปุระจริง ๆ จะต้องรับประทานกับน้ำจิ้มของเท็มปุระโดยเฉพาะ
โดยวิธีทำน้ำจิ้มก็ไม่ยากใช้เพียงแค่ น้ำซุปปลาโอ หรือน้ำซุปกระดูกก็ได้
ผสมกับโชยุ หรือซีอิ้วญี่ปุ่น และมิริน (เหล้าหวานญี่ปุ่น)
แล้วใส่หัวผักกาดขูดละเอียดลงไปก็เป็นอันเสร็จคะ นอกจากนี้ยังสามารถนำเท็มปุระมาทำอาหารได้อีกหลายอย่าง
เช่น เท็นด้ง (tendon) ข้าวหน้าเท็มปุระ , เท็มปุระ- อุด้ง
(tempura-udon) บะหมี่ญี่ปุ่นหน้าเท็มปุระ เป็นต้น เท็มปุระเป็นอาหารที่คนต่างชาติรู้จัก
และนิยมกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศเช่นเดียวกับ สุชิ และสุกี้ยากี้
|
|
มิโสะ
ชิรุ หรือ ซุปเต้าเจี้ยว
แม้ว่าปัจจุบันหนุ่มสาวรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่น จะนิยมรับประทานขนมปังกันมาก
แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ชอบรับประทานอาหารเช้าแบบฉบับดั้งเดิมของญี่ปุ่น
คือ ข้าวสวยกับมิโสะ ชิรุ (Miso Shiru) ในการทำมิโสะ ชิรุ
เป็นเรื่องที่ง่ายแสนจะง่ายหรือแทบจะไม่มีใครที่ทำซุปชนิดนี้ไม่เป็น
โดยการนำ สาหร่าย และเต้าหู้หั่นสี่เหลี่ยม ไปต้มจนกว่าเต้าหู้จะลอยขึ้นมา
แล้วก็ใส่ เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นลงไป ต้มจนเดือด แล้วหั่นต้นหอมซอยลงไป
ก็เป็นอันเสร็จ มีเคล็ดลับนการทำให้ ซุปมิโสะ อร่อยก็คือ
หลังจากใส่เต้าเจี้ยวบดแล้ว อย่าต้มให้เดือดนานเกินไป เพราะจะทำให้กลิ่นหอมของเต้าเจี้ยวบดหายไป
คนญี่ปุ่นมักจะเปลี่ยนเครื่องปรุงที่ใส่กับ มิโสะ ไปตามฤดูกาล
เช่น จากสาหร่าย ก็ใส่ หัวผักกาด มะเขือยาว เผือก แผ่นเต้าหู้ทอด
เห็ด แล้วแต่จะหาได้ในฤดูกาลต่าง ๆ สำหรับ เต้าเจี้ยว สำเร็จรูป
หรือ มิโสะ สำเร็จรูปนั้ เป็นอะไรที่แสนจะสะดวกและง่ายในการทำไม่ต่างอะไรกับ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพียงแต่ใส่น้ำร้อนลงไปก็สามารถรับประทานได้ทันที
มิโสะสำเร็จรูปนี้นิยมกันในหมู่คนโสด หรือคนที่อาศัยอยู่คนเดียว
หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็จะต้องพกพาเอา
มิโสะ ชิรุ สำเร็จรูปไว้ในกระเป๋าเดินทางด้วย.. ไม่เชื่อลองถามคนญี่ปุ่นที่คุณรู้จักดูสิ
ว่าในกระเป๋าเดินทางของเขามี มิโสะ ชิรุ อยู่รึป่าว..
|
|
ชะบุ
ชะบุ อาหารยอดฮิต เมื่อฤดูหนาวมาถึง ชะบุ ชะบุ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่หลาย
ๆ คนคงจะคุ้นกับชื่อนี้ดีเพราะว่าสมัยนี้ตามห้างสรรพสินค้าในเมืองไทยก็จะมีร้าน
ชะบุ ชะบุ กันแถบทั้งนั้น อาหารที่ว่านี้เป็นอาหารหม้อไฟมักจะนิยมรับประทานกันเป็นอาหารเย็นในเวลาค่ำคืนในฤดูหนาวที่หนาวเย็น
เมื่อคนในครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มานั่งรับประทาน ชะบุ ชะบุ
เป็นอาหารเย็นกันพร้อมหน้าจะเพลิดเพลินมาก เวลารักประทานก็จะมีการใช้ตะเกียบคีบเครื่องปรุงที่ตนเองชอบลงต้มแล้วรับประทานพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวาในบรรยากาศที่สนุกสนาน
ชะบุ ชะบุ จะมีรสชาติอ่อนแต่กลมกล่อม เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นโดยจะใส่เนื้ออย่าดีหั่นบาง
ๆ และผัก ปรุงอย่างรวดเร็วในน้ำแกงที่เดือดแล้วจิ้มกับน้ำจิ้มที่ชอบ
ชะบุ ชะบุ นั้นมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกับสุกี้ยากี้ เครื่องปรุงที่สำคัญคือ
เนื้อวัว สันใน หั่นบาง ๆ , ผักกาดขาว , เห็ดหอมสด , วุ่นเส้น
, ใบชุนงิขุ , เต้าหู้ , น้ำซุปของคมบุ (เป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง)
และที่ขาดไม่ได้สำหรับ ชะบุ ชะบุ ก็คือน้ำจิ้มสำหรับ ชะบุ
ชะบุ โดยเฉพาะซึ่งจะทำให้แตกต่างกับสุกี้ยากี้ก็ตรงน้ำจิ้มนี่แหละ...
สาเหตุที่เรียกอาหารชนิดนี้ว่าชะบุ ชะบุ ก็เพราะว่า เมื่อพลิกเนื้อที่หั่นบาง
ๆ ด้วยตะเกียบในน้ำซุป จะมีเสียง "ชะบุ ชะบุ" ชะบุ ชะบุ นั้นมีลักษณะพิเศษก็คือไขมันส่วนเกินและความสากของเนื้อจะหมดไปจากการปรุงสุกในน้ำซุปเดือน
และเราสามารถกินโดยจิ้มอาหารในน้ำจิ้มตามใจชอบได้ .. เคล็ดลับการกิน
ชะบุ ชะบุ ให้อร่อยอยู่ที่การค่อย ๆ ทะยอยใส่ของสดลงไปทีละนิดไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักต่าง
ๆ เพื่อไม่ให้อุณภูมิของน้ำซุปลดลงอย่างรวดเร็ว และให้ตักฟองที่ลอยอยู่ทิ้งเป็ฯครั้งคราว....
นอกจากนี้ยังมีอาหารหม้อไฟประเภออื่น ๆ ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานอีก
เช่น sukiyaki (สุกี้ยากี้) , mizutaki (มิซึทะคิ หรือหม้อไฟเนื้อไก่)
, chiri nabe (ชิริ นะเบะ อาหารหม้อไฟเนื้อปลา), yu doofu
(ยุโดฟุ หม้อไฟเต้าหู้ต้มจืด) เป็นต้น
|
|
บันไซ!!
โบนัสมาแล้ว พอย่างเข้าเดือนธันวาคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในบริษัทต่าง
ๆ ในประเทศญี่ปุ่น หรือเรียกกันว่า "ซารารี่มัง" หรือมนุษย์เงินเดือน ต่างพากันใจจดใจจ่อกับเงินโบนัสที่กำลังจะได้รับกันอย่างถ้วนหน้าในเดือนธันวาคมนี้
แม้แต่โรงเรียน หรือหน่วยงานราชการ ของญี่ปุ่นก็มีการจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานด้วยเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันนี้ฤดูเงินโบนัสจะอยู่ในช่วง กลางปี (มิถุนา - กรกฎา)
และ ปลายปี (ธันวา) ถือว่าเป็นเดือนพิเศษของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว
ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าคนญี่ปุ่นจะพากันไปซื้อสินค้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่
ๆ กันช่วงนี้ เพราะเงินโบนัสของคนญี่ปุ่นสามารถซื้อของแพง
ๆ ได้อย่างสบาย ๆ หรือบางคนนำเงินนี้ไปเที่ยวต่างประเทศกันเลยที่เดียว
ซึ่งเรียกได้ว่าคุ้มกับการทำงานหนักของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว
|

|
|