料理室 ห้องอาหาร
อาหาร :: วัฒนธรรมอาหารการกินของญี่ปุ่น ในตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง


ย้อนหลังความเป็นมาของการเขียนตำนานอาหารญี่ปุุ่นฯที่วางขาย ในขณะนี้ หลังจากที่อจ ลาออกจากงานที่ทำในญี่ปุ่น และมีเวลาอยู่ในกรุุงเทพฯ เกือบสองปีแล้วก็วิ่งไปวิ่งมาระหว่างอเมริกา และกรุงเทพฯ

อจ เริ่มเห็นว่า อาหารญีปุ่นมีขายมากขึ้นและเป็นทีีนิยมอย่างมากของคนทั่วไป แม้แต่หลานๆ เด็กตัวนิดเดียวก็ชอบ เทมปุระ โซะบะ หรือไม่ก็เทมปุระ คะทซึดง ทงคะทซึ หรือ หมูทอดแป้งขนมปัง เป็นต้น แต่ไม่ได้คิดอยากจะกินอาหารญี่ปุ่น นอกจากนานๆ ครั้ง และก็ไม่เคยคิดอยากจะกินปลาดิบในร้านที่ตัวเองไม่ไว้ใจ

พอมาที่ประเทศอเมริกา โดยเฉพาะรัฐคาลิฟอร์เนียร์ ที่เมืองซานคาร์ลอส เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีคนที่มีการศึกษาและเป็นเมืองที่คนชรา หรือคนรุ่นสี่สิบกว่าอยู่เยอะ

ปีแรกที่มาอยู่ชอบนั่งกินกาแฟข้างนอกร้านและชอบดูคนเดินไปมา อจเริ่มสังเกตว่า คนที่นี่มีแต่คนที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ก็อ้วนฉุ หรือ อ้วนแบบผิดปกติ คือเป็นโรคอ้วน เนื่องจากเรย์มอนด์เองก็เข้าข่ายน้ำหนักเกินพิกัด

เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนที่เจอกัน เขาลดน้ำหนักไปได้สิบกว่ากิโล แต่ก็ยังพุงโต เราจะไปออกกำลังกายด้วยการเดินทุกเช้า และยกน้ำหนัก แต่ดูแล้วก็ทรมาน เพราะแกจะต้องอดของที่แกอยากกิน และคุณพ่อคุณแม่แกก็เป็นโรคอ้วนทั้งสองคน กรรมพันธ์ด้วยทำให้แกกลัวมาก และแกไม่ได้ออกกำลังกายมาหลายปี จากการที่คุยด้วยทำให้รู้ว่า เมื่อหลายปีที่แล้ว แกมีบริษัทตัวเอง มีประชุมทีไรก็จะสั่งพิช่า หรือไม่ก็โดนัทมากิน กินแต่ของดีๆ ในร้านอาหารมื้อเย็น ที่มีผักน้อยมาก และปริมาณมาก เพราะต้องไปเจอลูกค้า เช่นเดียวกับทุกคนในที่ทุกแห่ง

แต่หลังจากนั้น อจและเรย์มอนด์ก็เริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาอ่านอย่างจริงจัง แต่ละเล่มก็เขียนว่าไปคนละอย่างสองอย่าง แต่เมื่ออ่านๆ ไป เราก็เริ่มตั้งสมมติฐานจากการอ่านของเราว่า คนที่มีน้ำหนักเกินพิกัด คนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคความดันสูง และโรคมะเร็งนั้น สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ จากกการระมัดระวังอาหารการกิน และต้องรู้จริงๆ ว่าแต่ละอย่างเป็นอย่างไร จากการที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอาหารการกินของเราที่กินเข้าไปทุกวันได้ ยิ่งอ่านหนังสือพวกนี้มาก ก็ยิ่งมีหนังสือที่พวกนายแพทย์ที่นี่เขียน เรื่องสุขภาพพร้อมกับ วิธีทำอาหารจนเรียกว่า กลายเป็นแฟชั่น ของหมออะไรต่อมิอะไรมากมาย

เราจึงเริ่มทดลองด้วยการลดไขมัน ลดคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเกลือ

ให้น้อยลง แต่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยิ่งแกเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยภาษาก็ชอบทดลองก็เลยทดลองจากอาหารที่เรากินมาตลอด แต่ก็ยังหนักใจเหมือนกันว่า พวกฝรั่งกินขนมปัง นม เนย มาตลอด กินเยอะด้วย และก็ไม่ออกกำลังกาย หนังสือพวกนี้ที่เขียน ๆ ออกมา จะได้ประโยชน์หรือ ยิ่งวันมีแต่คนยิ่งอ้วนมากขึ้นทุกที อ่านมาก ๆ เข้าก็ชักจะไม่สบายใจมากขึ้น เพราะเราเป็นประเภทอ่านแล้วไม่ได้เชื่อตามที่เขาบอกนะคะ ชอบทดลองแล้วก็ไปอ่านบทความวิจัย ตลอดจนมีเพื่อน ๆ ที่แสนน่ารัก ส่งเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน ผัก ผลไม้ ต่าง ๆ มาให้อ่านเพิ่มเติม

เราก็เลยเริ่มสนใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น และเริ่มรู้ว่า ไม่ว่าหมอคนไหนเขียนจะเห็นว่า ห้ามกินโน่นกินนี่เต็มไปหมด พูดกันหลายทฤษฎี ก็เลยมาคิดใหม่ว่า ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่ามันดีหรือไม่ดี เรารู้หรือเปล่าว่า อาหารแต่ละอย่างที่เรากินมีประโยชน์กับเรามากน้อยแค่ไหน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ กินผักดี กินผลไม้ดีอย่่างเดียว ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว เมื่อต้องอยู่ในที่ๆ มีแต่คนเป็นโรคอ้วน และน้ำหนักเกิน ซึ่งเกิดจากอาหารการกินที่ไม่ถูกต้อง จึงคุยกับซะโตเรื่องนี้ ถามว่าคนญี่ปุ่นเป็นยังไง

เขาก็บอกว่า เด็กญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาอ้วนกว่าแต่ก่อนแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน เครื่องปรุง เครื่องเทศ ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่เรากินเข้าไปทุกวัน แต่เนื่องจากหนังสือที่อ่าน หาไม่ได้เลยที่จะเจาะลึกเกี่ยวกับความเป็นมา ที่พอจะหาได้ อาจจะเล่าว่า ขิงมีประโยชน์อะไร แต่จะไม่เล่าความเป็นมา เราก็เลยต้องลุกขึ้นมารวบรวมและเขียนเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรมอาหารการกิน เกิดเป็นตำนานอาหารญี่ปุุ่นฯ ที่วางขายให้คนที่สนใจในสุขภาพ และความเป็นมาว่า สิ่งที่เรากินเข้าไปทุกวันนั้น มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์แก่ร่างกาย

ที่อจต้องเขียนและอยากขอร้องให้คนไทยทุกคนอ่านก็เพราะ ตอนนี้เรารับวัฒนธรรมการกินจากประเทศต่างๆ เช่น อาหารอิตาลี อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุุ่นฯเข้าไปอย่างมาก แต่ก่อนที่เราจะเห่อกินอาหารของชาติไหน เราทราบหรือเปล่าว่า แต่ละอย่างที่เรากินเข้าไปมีประโยชน์อย่างไร ไม่ใช่กินตามแฟชั่น อจเป็นห่วงอย่างมาก ว่าในเมืองไทย ในอีกไม่กี่ปี เราก็จะต้องเป็นโรคอ้วนเหมือนพวกฝรั่งที่นี่ เด็กฝรั่งมีพุงพลุ้ยกันมากแล้ว และคนไทย เด็กไทย ในอีกไม่กี่ปี เราก็จะเหมือนเขา เพราะเรากินอาหารขยะที่ฝรั่งกินที่นี่ เช่น พิซ่า กินแฮมเบอร์เกอร์ กินมันฝรั่งทอด แทบจะหาผักไม่ได้ นอกจากแป้ง และเนื้อสัตว์

จากเดิมที่คนไทยที่ชอบกินผัก เริ่มมากินเนย เนยแข็ง กินของหวาน กินเค็กชิ้นโตๆ แบบฝรั่ง แล้วเราจะเป็นอย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้ เราทิ้งอาหารไทยที่มีผัก ทิ้งผลไม้ที่เรากินประจำ ไปกินมันฝรั่งทอด เราก็คงจะได้เห็นผลในไม่ช้า

ส่วนอาหารญี่ปุ่นซึ่งมีประโยชน์อย่างมาก เช่นปลาดิบ หรืออาหารญี่ปุ่นที่เน้นมากเรื่องความสะอาด ความพิถีพิถันในการทำ เน้นการทำที่ถูกสุขลักษณะ แต่ปัจจุบันเท่าที่เห็นเมื่อกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว บอกจริงๆ ใจหายหมด เพราะในญี่ปุ่นปลาดิบโดยเฉพาะ หน้าร้อน ร้านขายซุชิจะขายไม่ค่อยดี เพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะกินเพราะกลัวท้องเสีย แต่บ้านเรากลับมีซุชิปั้นขายใส่กล่องตามร้าน ตามแผงลอย ตามที่ต่างๆวางขายในราคาถูก ไม่มีกำหนดเวลาขาย คือทำตั้งแต่เช้า และวางขายจนกว่าจะขายหมด แม้จะวางขายแช่เย็นก็ตาม หรือตามร้านค้าในตลาด พอดีไปธุระเดินผ่าน ตกใจมาก

ก่อนที่เราจะกินอาหารของชาติไหน เราจำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการกิน และเราต้องรู้ว่า สิ่งที่เรากินเข้าไปนั้น มีประโยชน์ อย่างไร เสียก่อนนะคะ ถ้าอ่านประวัติความเป็นมาของปลาดิบ หรือ อาหารญี่ปุ่นจริงๆ ที่เขียนในหนังสือตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ และเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ ผักกาดขาว กระเทียม ขิง หมู ไก่ เราจะมีความมั่นใจในอาหารที่เราจะกินเข้าท้องเรามากยิ่งขึ้น

เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจะอ่านรายงานครั้งล่าสุดของที่นี่ที่ได้จากงานวิจัยรวมของประเทศต่างๆ คำตอบที่ได้ก็คือ โรคมะเร็งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ประมาณ 40% จากอาหารการกินที่เรากินทุกวัน ในเมืองไทย คนไทยจะตายด้วยโรคมะเร็งเป็นส่วนมาก จากผลของการวิจัยตอกย้ำให้มนุษย์เรารู้ว่า

อาหารการกินที่เรากินเข้าไปต้องกินที่มีประโยชน์ แต่ในบ้านเรา เราไม่เพียงแต่ต้องศึกษาว่ากินอะไรที่เป็นประโยชน์เท่านั้น เรายังต้องเป็นห่วงเรื่องความสะอาด เวลาที่ทำอาหาร เรื่องอากาศร้อนในบ้านเรา ที่อาจจะทำให้เราท้องเสีย เรื่องน้ำ เรื่องแมลงวันตอม อจกลับไปเมืองไทย สิ่งที่กลัวที่สุดคือ ท้องเสีย เพราะบ้านเราไม่ค่อยจะสนใจเรื่องความสะอาดเท่าที่ควร น้ำร้อนก็ไมมีไว้ใช้ล้างจาน

ดังนั้น เมื่อได้รับคำถามจากแฟนๆหนังสือที่เขียนมาถามว่า

“ปัจจุบันนี้นะคะ ที่เมืองไทยกำลังฮิตการขายและการกิน"ซูชิ" เดี๋ยวนี้มีขายตามตรอกซอกซอย หรือตามตลาดนัดต่าง ๆ และในตลาดนัดตามตึกออฟฟิศสำนักงานก็มี ขายชิ้นละ 10 บาท มีหน้าให้เลือกหลากหลาย(เดี๋ยวนี้มีที่สอนสำหรับเป็นอาชีพด้วยนะคะ) และเท่าที่สัมผัสในรสชาติ ก็ไม่แตกต่างกับที่ขายในร้านอาหารญี่ปุ่นดังๆ ในกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่..........คือสงสัยว่า "ซูชิ ที่ขายโดยไม่อยู่ในห้องแอร์ (ห้องเย็น) จะมีโอกาสเสียง่ายกว่าที่อยู่ในห้องแอร์หรือเปล่าคะ เพราะบางที ตากแดด ตากควัน อากาศก็ร้อน.. ทานแล้วจะเกิด อันตรายหรือเปล่า หรือว่าแล้วแต่เครื่องปรุงคะ และคนญี่ปุ่น เค้านิยมทานซูชิ และมีร้านขายซูชิ อย่างเดียว อย่างบ้านเราบ้างหรือเปล่าคะ .. เพราะเห็นในละครญี่ปุ่น มีแต่ร้าน ขายราเม็ง+โซบะเท่านั้น ...... สรุปว่าตอนนี้เมืองไทย จะนิยมทานซูชิมากกว่าคนญี่ปุ่นแล้วหรือเปล่า?”

คำถามจาก คุณเต้ เวทีสมาชิกดอกหญ้า

คำตอบก็คือ คนญี่ปุ่นเขาไม่กินซุชิที่ขายเกลื่อนแบบบ้านเราหรอกค่ะ เพราะไม่ใช่ของที่จะขายในลักษณะนั้นได้ แม้แต่ข้าวปั้นในร้านซุปเปอร์เองในญี่ปุ่นจะต้องเขียนเวลาที่ทำ และเวลาที่เราซื้อจะได้เห็น แต่เขาจะไม่ขายซุชิแบบที่เรากินกันเกลื่อน ขายกันเกลื่อนราคาถูกๆ ตามที่พวกพ่อค้า แม่ค้าหัวใสทำให้คนไทยกิน อาหารญี่ปุ่นที่เราเห่อกินกัน จะไม่มีประโยชน์ ถ้าเราไม่รู้แม้แต่วัฒนธรรมการกินพื้นฐานของคนญี่ปุ่น

อจจึงได้แต่แนะนำว่า ความรู้เรื่องพวกนี้มีประโยชน์ ควรจะตักตวงหาความรู้ ตอนนี้ก็มีเขียนให้แล้ว อจใช้เวลา นั่งเขียนรวบรวมขึ้นมาเกือบสองปี ด้วยความหวังว่า คนไทยที่รักอาหารญี่ปุ่น และวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะได้เข้าใจ และเรียนรู้ญี่ปุ่นมากขึ้น ไม่ใช่เห่อกินตามแฟชั่น แต่ไม่รู้เลยว่า อาหารญี่ปุ่นจริงๆ เป็นอย่างไร

แม้แต่พริกที่คนไทยเรากินอยู่ทุกวัน เรารู้ไหมว่ามาจากไหน อจเองก็ไม่รู้จนกระทั่งเขียนหนังสือตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ ทำให้เข้าใจความเป็นมา และทำให้เราภูมิใจว่าเราก็มีความรู้ในส่ิงที่เรากินเข้าไป และมีความรู้ที่จะตอบตัวเองและคนอื่นได้ แต่ก็น่าเสียดาย เรื่องเหล่านี้ คนญี่ปุ่นเขาเป็นคนรวบรวม และมีไว้ให้คนญี่ปุ่นอ่าน แต่คนไทยเราไม่มีคนทำวิจัย รวบรวมพวกนี้ให้เราอ่าน ได้แต่หวังว่าคนไทยที่มีความรู้ เราคงให้ความสำคัญกับอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวัน นับตั้งแต่เครื่องปรุงอาหาร

แม้แต่วิธีการทำมิโซะญี่ปุ่นก็น่าทึ่ง และโชยุ ก็รู้สึกทึ่งที่คนญี่ปุ่นทำออกมามีคุณภาพดีมาก ทำให้ซี่อิ้วจีนซึ่งเป็นต้นตำรับ สู้ไม่ได้เลย อาหารจีนที่ีอเมริกาจึงเป็นอาหารราคาถูก รสชาดกินไม่ได้เลย มีแต่เค็ม ข้าวเต็มจาน และใช้เครื่องปรุงรส เช่น น้ำมันถูกๆ ซีอิ้วราคาถูกไม่มีคุณภาพ แล้วก็มีแต่พิซซ่าที่มีแต่แป้ง และอาหารขยะ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ โดนัท เค็กมากมายให้คนกิน แล้วจะไม่ให้อ้วนได้อย่างไร

ในขณะที่อาหารไทย เป็นอาหารชั้นสูง ราคาแพง เพราะเรารักษาคุณภาพ ส่วนอาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารที่ยังมีคุณภาพ สะอาด และราคาแพงมาก แถมคนญี่ปุ่นยังทำด้วยใจรัก ไม่ได้เอาเปรียบลูกค้า ไม่คิดจะเอาแต่กำไร ลูกค้ากินแล้วท้องเสีย ไม่สนใจ เอาอะไรก็ไม่รู้ไม่มีคุณภาพไปวางขายโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพคนกิน เสี่ยงต่อการที่จะท้องเสียแบบเมืองไทย แต่คนไทยไม่สนใจ เพราะคนบริโภคเองก็มักง่ายซื้อ ไม่มีความรู้ว่าวัฒนธรรมอาหารการกินของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร

อจได้แต่หวังว่า เราทุกคนคงจะตักตวงความรู้เรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น เพราะเรื่องอาหารการกินมีส่วนอย่างมากต่อร่างกายของเรา ข้อสรุปนี้ แน่นอนชัดเจนมากจากการวิจัยของนายแพทย์ทั้งหลาย ทำให้คนที่สนใจเรื่องสุขภาพหันมาสนใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เพราะมะเร็งและโรคต่างจะลดน้อยลง ถ้าเราให้ความสนใจกับอาหารที่เรากินเข้าไปอย่างจริงจังมากกว่านี้ คือกันไว้ดีกว่าแก้

โดย : ปรียา วันที่ : 2007-11-17 19:00:59 อีเมล์ : IP : 61.7.169.66

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัดหนูแอ๋ม

เรื่องสุขภาพเรื่องใหญ่ ร้านไหนอาหารเป็นพิษไม่ว่าในอเมริกาก็โดนฟ้องไปเยอะ ส่วนในญี่ปุ่น หน้าร้อนมักจะมีปัญหาเรื่องอาหารกลางวันเด็กที่โรงเรียนเพราะต้องทำปริมาณมาก มีเด็กนักเรียนท้องเสียเข้าโรงพยาบาลเมื่อไร เป็นข่าวใหญ่โต โรงเรียนนั้นก็โดนหนักค่ะ ไม่ใช่ไม่เป็นไร ถือว่าโชคร้ายแบบบ้านเรา

อาจารย์ขอตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ปลาดิบญี่ปุ่นแม้แต่ในญี่ปุ่น หน้าร้อน คนปั้นให้กินก็ยังใจไม่ดี กลัวเกิดกินแล้วอาหารเป็นพิษแย่แน่ เดี๋ยวโดนปิดร้าน แถมกินเสร็จจะสั่งกลับบ้าน เขาไม่ขาย ถ้าหน้าร้อน หรือถ้่าบ้านอยู่ไกล

แล้วลองคิดถึงบ้านเราซิว่าที่ขายตามแผงลอย หรือที่เวียนมาให้กิน แม้แต่ในญีีปุ่น เขาจะกินร้านที่คนกินเยอะๆ ร้านที่คนไม่ค่อยเข้า มันเวียนไปมาอยู่นั่น ไม่มีใครหยิบ ก็คงไม่ดีแน่

ถูกต้องในญี่ปุ่นไม่มีการทิป และสั่งได้ แต่เขามีมารยาทของการสั่งพวกเวียน เพราะถ้าเขาเพิ่งปั้นออกมา หรือยังไม่พร้อมจะปั้นจะสั่งก็คงไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่จะสั่งได้ แต่ต้องรอดูจังหวะ ไม่มีการแอบให้ทิปแบบบ้านเรา ซึ่งชอบใช้แบบอภิสิทธ์ชน พิเศษกว่าคนอื่นอยู่เรื่อยแบบสูตรไทยอีกแล้ว

ยิ่งที่ขายตามร้านในซุปเปอร์มาร์เกตทำเป็นก้อนสวยงามแบบที่ขายในญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นเวลาจะซื้อ จะหยิบก็ใช้ที่หนีบ ไม่ใช่้เลือกแล้วเลือกอีก มองแล้วจะเอาอันไหนก็หยิบไปเลย  แต่บ้านเรา คนขายทั้งจับทั้งจัด เพื่อให้เรียงกัน เห็นแล้ว ไม่เคยกล้าซื้อ แม้แต่ปลาดิบในร้านซุปเปอร์ก็ไม่กล้าซื้อ

อาจารย์จะกินปลาดิบ เฉพาะในร้านซุชิที่รู้จักเท่านั้นในร้านญี่ปุ่น เพราะแพงมาก อยู่เมืองไทย ไม่กล้ากิน นอกจากร้านที่คนญี่ปุ่นไปกินประจำ แต่มันแพงๆเพื่อนชาวต่างชาติเคยพาไปกินปลาดิบร้านญี่ปุ่น หอยจากฮกไกได และปลาดิบ บวกเหล้าสาเก สองคนหมื่นบาท  แพงมาก กินแล้วใจไม่ดีเลย ไม่เห็นจะต้องกินแพงๆแบบนั้น ก็เลยเก็บท้องกินที่ญีปุ่นดีกว่า สบายใจแม้จะแพง

พวกของดิบในเมืองไทย ไม่เข้ากับอากาศบ้านเรา ยิ่งบ้านเรา จะเอาแต่กำไร ไม่เคยศึกษาอะไรของเขาอย่างจริงจัง อันตราย ไม่กินเลย ยิ่งบุฟเฟ่ที่มีขายในกรุงเทพฯ เคยเข้าไปดู แต่ไม่ิคิดว่าอยากจะกิน เพราะกลัว แค่เห็นก็รู้ว่าไม่ดีแน่ เพราะมีขายทุกอย่างเลย

 อาหารจีนกลายเป็นอาหารราคาถูกไปแล้วในอเมริกา อาหารญี่ปุ่นก็มีวางขายเป็นกล่องในร้านซุปเปอร์ปั้นตั้งแต่เช้า ถึงเย็น แต่ของเขาทำสะอาด ราคาแพงเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าซื้อเช่นกัน ไปกินเฉพาะโอกาสพิเศษที่ร้านซุชิ และซื้อปลาจากร้านญี่ปุ่นที่ขายปลาดิบ มีแต่คนญีปุ่นซื้อกิน ร้านนี้คนขายเป็นคนญี่ปุ่น และเจ้าของร้านจะเลือกปลาดิบให้ ถ้าคนขายเป็นต่างชาติ อาจารย์ก็จะเลือกเอง แต่ก็ไม่สบายใจ เพราะเห็นหั่นปลาดิบให้ก็รู้ว่า ไม่ได้รู้เรื่องหลักการนัก ส่วนใหญ่จะซื้อเวลาที่เจ้าของอยู่มากกว่าค่ะ

ทำอาหารเองในเมืองไทย คงจะเสี่ยงกับอาหารเป็นพิษ และท้องเสียได้มาก และอีกอย่างอาหารญี่ปุ่นที่เป็นพวกปลาดิบ คิดว่า ไม่จำเป็นไม่น่าจะทาน แม้แต่ปลาซะบะย่างก็ไม่กล้ากินเลย อะไรที่มาจากเมืองจีนอีก ตอนนี้คนญีปุ่นในญีปุ่นใจไม่ดี เพราะไม่มีหลักประกันความปลอดภัยเพราะอะไรก็ทำจากจีนแทบทั้งนั้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-11-09 13:59:52 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ได้ดูร้านขายซูชิในทีวี แล้ว เค้า ให้ความสำคัญกับอาหารมากเลยค่ะ จะมีเวลากำหนดไว้ด้วย ถ้าซูชิจานนั้นยังไม่ถูกหยิบไปกินในเวลาที่กำหนด ก็จะถูกจัดเก็บเอาไปทิ้งโดยอัตโนมัติ เห็นแล้วเสียดาย ยังไงมันก็ดูปลอดภัยกว่าที่ไทยซะอีก  แต่ที่ไทย หนูเคยไปทานแบบบุฟเฟ่มา ไม่มีทิ้ง เลยค่ะ หมุนยังไงก็หมุนอย่างนั้น เย็นชืด อ้อ แล้วเชฟที่ทำสดๆ เค้าก็เลือกที่จะทำให้กับบางคนเท่านั่น จริงๆก็สั่งได้ค่ะ แต่ตอนที่ไปทาน เค้าเลือกที่จะทำให้คนที่ให้ทิป พอดีหนูแอบเห็นเยื่นอะไรให้กันน่ะค่ะ หนูเลยอยากถามอาจารย์ว่า เป็นธรรมเนียมรึเปล่าค่ะ เพราะหนูก็เพิ่งเคยไปทานแบบนั่น เค้าบริการผู้ชายที่นั่งข้างๆดีมาก ไม่เห็นต้องให้สั่งเลย ส่วนคนทั่วไปถ้าไม่รู้ว่าสั่งได้ ก็นั่งกินในรางเลื่อนไป อันนี้เสียความรู้สึกนิดหน่อย .. หนูเคยอ่านเจอมาว่า ญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมการให้ทิป จริงรึเปล่าค่ะ

     แล้วก็พอดีไปอ่านเจอ คนญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกไว้ว่า ถึงจะเป็นอาหารทะเล แต่ถ้าไม่ได้กินสดๆ ก็เสี่ยงที่จะเป็นพยาธิได้ ตอนนี้เลยไม่กล้ากินที่ขายตามตลาดนัดเลยค่ะ เดี๋ยวนี้มีขายเยอะมาก ที่เคยทาน วาซาบิก็ไม่อร่อย รสชาติแปลกๆ แล้วมีข่าวแว่วๆว่า เค้าเอาปลาปักเป้ามาย้อมสีให้เป็นปลาแซลม่อน  น่ากลัวมากเลย ไม่รู้ว่าพวกซุชิราคาถูก เค้าแอบเอามาทำรึเปล่า เพราะต้นทุนต่ำ  ไม่รู้คนญี่ปุ่นเค้าจะรู้สึกเสียใจรึเปล่าที่เอาอาหารของเขามาปู้ยี้ปู้ยำ แบบนี้ 

โดย : หนูแอ๋ม วันที่ : 2008-11-09 11:36:47 อีเมล์ : IP : 192.168.182.30

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณค่ะอาจารย์

จะไปหาหนังสือมาอ่านและมาถามใหม่อีกทีนะคะ

 

โดย : chocola วันที่ : 2007-12-07 09:51:33 อีเมล์ : IP : 58.136.118.45

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อาจารย์มีเขียนเรื่องอาหารคะอิเซะคิ อย่างละเอียดในหนังสือ ตำนานอาหารญี่ปุ่น ยิ่งเคยไปเรียนญีปุ่นมาจำเป็นต้องทราบความเป็นมา เพราะสะท้อนให้เห็นความนึกคิดมากมายของญี่ปุ่น

รบกวนไปอ่านมาแล้ว เขียนมาถามใหม่ให้ชัดเจน ด้วยคำถามที่มากมายกว่านี้เยอะมาก

ร้านประเภทไหนที่เขามีเมนู คะอิเซะคิ

อ่านแล้วเผลอๆจะได้คำตอบเองด้วยซ้ำ

แต่ขอข้อมูลเพิ่มนะคะว่า ร้านประเภทไหน

ยิ่งสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ใช่ไหมคะ ถ้าอาจารย์จำไม่ผิดนะคะ

เราต้องมีความรู้นอกเหนือจากภาษา ตักตวงให้เต็มที่จากโรงเรียนนี้

เวลาเราไปสอนนักเรียน นักเรียนจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทำให้นักเรียนสนใจอยากเรียนมากขึ้น ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาอย่างเดียว ช่วยเปิดโลกของคนเรียนให้กว้างๆ จะดีมาก

โยะโระชิคุ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2007-12-06 21:17:55 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อยากถามอาจารย์เกี่ยวกับ 会席料理(Kaiseki Ryouri) หน่อยค่ะ

เห็นตามร้านอาหารจะมีเมนูนี้อยู่

รู้สึกสับสนกับ 懐石料理(Kaiseki Ryouri)อยู่ค่ะ

ご指導をよろしくおねがいします。

(Go shidou wo yoroshiku onegashimasu)

 

 

 

 

โดย : chocola วันที่ : 2007-12-06 13:37:48 อีเมล์ : IP : 58.136.118.45

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณมาก

ได้ความรู้มากค่ะ

โดย : natsuko วันที่ : 2007-11-23 21:06:08 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

--------------------------------------------------------------------------------------------------