料理室 ห้องอาหาร
พ่อครัวและแม่ครัว เข้าครัว
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 สูตรอาหารญี่ปุ่น และอาหารฟิวชั่น

 สูตรพ่อครัว ซะโต และ แม่ครัวปรียา

 

              จากหนังสือ ตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ ที่วางขายตามร้านหนังสือในขณะนี้

 

ขอเปลี่ยนคำสรรพนามในหนังสือ จะได้คุยกับเด็กวัดได้สบายๆนะคะ

 

 

สำหรับสูตรวิธีทำอาหารในหนังสือเล่มนี้้ อาจารย์เป็นคนหนึ่งที่ชอบกินอาหารแปลกๆ

และยังชอบลองทำ ทั้งที่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าครัวทำอาหารให้สมาชิกที่บ้าน หรือเพื่อนกินก่อน

ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเลย อย่างมากถ้าเข้าครัวก็จะเป็นลูกมือ ล้างผักชี หั่นต้นหอม หรือไม่ก็ปอก

กระเทียม ถ้าจะพูดว่าไม่มีโอกาสได้โชว์ฝีมืออาหารคงไม่ถูกต้องนัก เพราะไม่มีใครยอมที่จะเสี่ยง

กินอาหารที่อาจารย์ทำ นอกจากนั้น ที่บ้านยังมีแม่ครัวที่มีฝีมือทำอาหารอยู่แล้วจึงแทบจะพูดได้ว่า

ไม่เคยเข้าครัวทำอาหารอย่างจริงจัง

 

อาจารย์ยังจำได้ดีว่า เมื่อตอนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นที่หอพักจะมีการจัดงานรื่นเริงสงกรานต์

 ปีใหม่ หรือไม่ก็เลี้ยงต้อนรับรุ่นพี่ รุ่นน้องและเพื่อนๆ จากเมืองไทยที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

นักเรียนไทยในหอพักนักเรียนต่างชาติคงจะคาดหวังว่า อาจารย์เป็นสาวไทยบินจากเมืองไทย

ไปญี่ปุ่นสดๆร้อนคงจะทำอาหารไทยเก่งหรือไม่ก็คงทำเป็นจึงไม่มีใครถามอาจารย์ว่าทำอาหาร

เป็นหรือเปล่า

 

 วันหนึ่งมีรุ่นพี่มาทาบทามให้อาจารย์ช่วยทำอาหารไทย หรืออาหารอะไรก็ได้ เพราะจะมี

งานที่หอเกิดมาอาจารย์ไม่เคยทำอาหารที่เป็นเรื่องเป็นราวให้ใครกิน ยังอดตื่นเต้นเมื่อคิดถึง

วันนั้นไม่ได้ อาหารที่อาจารย์เข้าครัวทำเอง จะเป็นอาหารง่ายๆ เช่น บะหมี่น้ำหมู โดยที่อาจารย์จะ

เลียนแบบคนขายในร้านขายบะหมี่ เวลาที่อาจารย์ทำบะหมี่น้ำหมู อาจารย์จะชักชวนให้พี่และน้องที่บ้านกิน แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือ ที่บ้านไม่มีใครเชื่อฝีมือว่า อาจารย์จะทำบะหมี่น้ำได้ ผลก็คือ ทำบะหมี่เองและกินฝีมือตัวเอง แต่ก็อดภูมิใจในฝีมือตัวเองไม่ได้ว่า รสชาติไม่แพ้ร้านขายบะหมี่

 

       แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีรุ่นพี่คนไทยมาขอร้องให้อาจารย์ทำอาหารไทยไปร่วมในงาน ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ถ้าเกิดทำออกมาแล้วกินไม่ได้ หรือไม่มีใครกินจะทำยังไง อาจารย์ไม่รู้จะตอบปฏิเสธยังไง เพราะรุ่นพี่ และรุ่นน้องคนไทยที่พักที่หอพักต่างก็สัญญาว่าจะทำอาหารกันคนละอย่างไปร่วมงาน ตอนนั้นมีสาวไทยอยู่สี่ห้าคน อาจารย์ก็เลยต้องเป็นแม่ครัวจำเป็น คงจะได้ขายหน้าแน่คราวนี้

 

อาหารที่ทำออกงานเป็นครั้งแรกในชีวิตให้ชาวบ้านกินก็คือ นเชียงยำ เพราะมีกุนเชียงที่คุณอาส่งจากกรุงเทพฯไปให้กิน อาจารย์จึงคิดดัดแปลง สูตรกุนเชียงยำ ของตัวเองขึ้น อาจจะเป็นเพราะรุ่นพี่รุ่นน้องคนไทยที่เรียนในญี่ปุ่นไม่ได้กินอาหารแบบไทยๆอร่อยมานานก็ได้ ผลดีเกินคาด กุนเชียงยำที่อาจารย์ทำ ทุกคนชมว่าอร่อยแถมมีนักเรียนไทยในหอ ขอสูตรวิธีทำและขอให้อาจารย์ทำอีกโอกาสหน้า โชคช่วยจริงๆเพราะแต่ละคนคงจะหิวจนหน้ามืด เลยกินกันจนหมดเกลี้ยง

 

    จากการที่ชีิวิตนักเรียนต่างชาติในต่างประเทศไม่เหมือนอยู่ที่เมืองไทยที่มี แม่บ้าน

หรือน้าจำเนียร ทำอาหารอร่อยๆให้กิน ไม่มีคุณพ่อที่บางครั้งจะโชว์ฝีมือวิธีการทำอาหารเหลา

ให้กิน อาจารย์จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมาทำอาหารไทยที่อยากกิน อาจจะเป็นเพราะนิสัยแต่ดั้งเดิม

ที่ว่า ชอบกินอาหารอร่อยๆและชอบทดลองทำก็ได้ ทุกครั้งที่ไปกินอาหารอร่อยที่ร้านไหน

 พอกลับมาจะต้องหาทางลองทำอาหารที่ไปกินมาจากร้านว่าอร่อย และมีรสชาติใช้ได้หรือเปล่า

พอทำหลายๆครั้งเข้าก็เริ่มรู้สึกว่า การทำอาหารเป็นสิ่งที่อาจารย์ชอบ สนุก และมีใจรักอยากจะทำ เพราะไม่ว่าจะเรียนหนักแค่ไหน พอกลับมาจากมหาวิทยาลัย จะต้องเข้าครัวทำอาหารี่ตัวเองอยาก

กิน ไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน ผิดกับคนอื่นที่ว่า ถ้าติดสอบหรือต้องเขียนวิทยานิพนธฺ์จะไม่ทำอะไรเลย

 

                 แต่สำหรับอาจารย์ เวลาที่เรียนหนัก หรือรู้สึกเครียดจะคลายเครียดด้วยการ

เข้าครัวทำอาหารกินเอง และทำกินเอง มาตลอดไม่ว่าเรียนที่ญี่ปุ่นหรืออเมริกาและไม่เคยคาดคิด

มาก่อนเลยว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการที่ได้ท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆทั้งในญี่ปุ่ อเมริกา และยุโรป จะทำให้อาหารไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และ อาหารฝรั่งที่กินมา กลายเป็นสูตรอาหารประยุกต์ หรือดัดแปลงเป็นสูตรของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร หรือที่เรียกว่า fusion  ฟิวชั่ได้

 

            ทำไมจึงเป็นอาหารฟิวชั่นไม่ใช่อาหารไทย จีน และอาหารญี่ปุ่น หรืออาหารฝรั่งขนาดแท้ ต้นตำรับ คำตอบก็คือ จากความจำเป็นที่ว่า เมื่อตอนที่เรียนและทำงานอยู่ที่ญี่ปุุ่น อยากกินอาหารไทยอยากกินผัก ใช้เครื่องประกอบ และเครื่องปรุงอาหารไทยแต่ว่าไม่มีขายในญี่ปุ่น หรือมีก็แพงมาก อาจารย์จึงต้องหาทางออกด้วยการหาผัก เครื่องปรุงอาหารต่างๆที่มีขายในญี่ปุ่นที่คล้ายกับของไทยมาทำกิน

        

              เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วในญี่ปุ่น อยากจะทำแกงไก่กิน กะทิก็ไม่มี แม้แต่กะทิสด

กระป๋องที่ขายในปัจจุบันก็หาซื้อไม่ได้ เมื่อไม่มีกะทิที่จะทำแกงไก่ แต่อยากกินแกงไก่ อาจารย์

ก็ต้องดัดแปลงโดยการเอานม มาแทนกะทิ หรือ จะทำส้มตำ แต่หาซื้อมะละกอสดไม่ได้

ก็ต้องใช้กระหล่ำปลี หรือไม่ก็แครรอทแทน มะนาวแบบไทยหรือไลม์ก็ไม่มีต้องใช้มะนาวสีเหลือง

หรือเลม่อนฝรั่งแบบที่ขายในญี่ปุ่น น้ำปลาก็ไม่มี มีแต่น้ำปลาผงซึ่งไม่อร่อยเลย ก็เลยต้องใช้ซี่อิ้วญี่ปุ่น หรือเกลือแทน

 

        จากประสบการณ์การที่ต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่เพียงแต่ต้องทำอาหารกินเอง แต่ยังต้องรู้จักดัดแปลงเอาเครื่องปรุงอาหาร ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ มาใช้ในการทำอาหาร ทำให้อาหารที่อาจารย์ทำแตกต่างกับ อาหารไทยที่ขายในเมืองไทย ที่เคยกินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะรสแซ๊บ พออยู่ญี่ปุ่นนานปีเข้า รสนิยมการกินอาหารแซ๊บๆแบบไทยๆก็เปลี่ยนไป ทำให้กินอาหารเผ็ดเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ ต้องทำอาหารไทยที่มีรสชาติไม่เผ็ดแม้แต่อาหารจีนที่กินในญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนกับอาหารจีนที่กินในเมืองไทย

             อาหารจีนในญี่ปุ่นจะมีรสชาติที่ปรับเข้ากับรสนิยมปาก และการกินของคนญี่ปุ่

 เมื่อเทียบกับอาหารจีนที่ขายในเมืองไทยก็เป็นอาหารจีนที่ทำให้เข้ากับรสนิยมการกินของคนไทยความอร่อย และวิธีการปรุงก็ไม่เหมือนกันทีเดียว ทำให้อาจารย์มีโอกาสที่จะดัดแปลงรสชาติที่ตัวเองชอบมาเป็นอาหารจีนของตัวเอง อาหารญี่ปุ่นก็เช่นกันรสชาติอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ทำในญี่ปุุ่น ถ้าไม่ถูกปากหรือถ้าคิดว่าดัดแปลงทำให้อร่อยกว่าตันตำรับเดิมได้ อาจารย์ก็จะเปลี่ยนและทำใหม่แบบที่ตัวเองคิดว่าอร่อย

 

แม้แต่อาหารไทยที่เคยกินเป็นประจำในเมืองไทย อาจารย์ก็ดัดแปลงเป็นอาหารไทย

ประยุกต์ที่ตัวเองอยากกิน เช่น เวลาที่อยากทำก๊วยเตี๋ยวราดหน้า ในญี่ปุ่นไม่มีคะน้าแบบไทยที่ขายในบ้านเรา มีแต่บร็อคคอลี่ซึ่งแพงทีเดียว อาจารย์จะชอบเอาบร็อคคอลลี่มาทำราดหน้าแทนคะน้า

ส่วนซี่อิ้วจีนในเมืองไทยที่ใช้กับราดหน้า อาจารย์ชอบรสชาติซี่อิ้วญี่ปุ่นที่มีรสนุ่ม หอมและอร่อยกว่าซี่อิ้วจีนอาจารย์จะไม่ใช้ซี่อิ้ววจีนเวลาทำอาหารไทยในญี่ปุ่น ดังนั้น รสชาติก๊วยเตี๋ยวราดหน้าที่อาจารย์ทำ แม้ชื่อจะเป็นก๊วยเตี๋ยวราดหน้าก็ตาม แต่ก็เป็นราดหน้าที่ดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับรสนิยมที่

ตัวเองอยากกิน

 

ข้าวมันไก่ก็เช่นกัน อาจารย์ไม่ชอบข้าวมันไก่ในเมืองไทยที่ว่า ข้าวมันเกินไปและน้ำจิ้

จะเป็นซี่อิ้วหวานที่ไม่คอยชอบ เพราะไม่ชอบรสหวานจัด ดังนั้น น้ำจิ้มข้าวมันไก่ที่ดิทำจะเป็น

น้ำจิ้มที่ใช้ราดบนข้าวกินกับไก่ได้ไม่หวานเหมือนกับซี่อิ้หวานที่มีให้ลูกค้าตามร้านข้าวมันไก่ ส่วนพริกขี้หนูที่แสนจะเผ็ด อาจารย์หาซื้อพริกขี้หนูในญี่ปุ่นไม่ได้ และไม่ชินกับพริกเผ็ดๆ หลังจากที่อยู่ญี่ปุ่นหลายปี โอกาสที่จะฝึกกินอาหารไทยเผ็ดเป็นอันหมดสิทธิ์อาจารย์จะใช้ชิชิโตหรือพริกสิงห์

มาทำเป็นน้ำจิ้มเพราะไม่เผ็ด และไม่ทรมานกระเพาะตัวเองหลังจากที่กินเหมือนพริกขี้หนูเผ็ดแสบไส้

บ้านเรา

  

สูตรวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้ที่ซะโตเขียนขึ้นจะมีทั้งที่เป็นอาหารญี่ปุ่นแท้

ดั้งเดิมและอาหารญี่ปุ่นประยุกต์หรือฟิวชั่น แหวกแนวจากต้นตำรับเดิม คือใช้ภาชนะสมัยใหม่ 

ส่วนสูตรอาหารที่อาจารย์ทำ ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า จากประสบการณ์การที่ใช้ชีวิตในเมืองนอก

มานาน อาหารที่ทำจึงเป็นอาหารประยุกต์ ระหว่างอาหารญี่ปุ่น ไทย จีน และบางครั้งก็เป็นแบบฝรั่ง

แต่เป็นอาหารที่คิดดัดแปลงประยุกต์ใหม่หรือที่เรียกกันว่า อาหารฟิวชั่น ตามแต่ที่ตัวเองคิดว่าอร่อยแล้วก็คิดค้นทำขึ้นมาเองแต่ที่สำคัญในการทำอาหารของอาจารย์ก็คือจะต้องเป็นอาหาร

ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมีไฟเบอร์สูงและรสชาติก็ต้องอร่อย อาจารย์ชอบกินผักมาก

ดังนั้นอาหารแทบทุกชนิดที่ทำจะต้องมีผักที่มีสีสันต่างๆ เหมาะสำหรับผู้รักความสวยงาม

ในเรื่องทรวดทรงของร่างกาย และสุขภาพ

 

            เท่าที่สังเกต อาจารย์คิดว่าคนไทยเวลาทำอาหาร โดยทั่วไป เวลาที่ทำกับอาหาร

ไม่ว่า อาหารไทย จีน หรือญี่ปุุ่น คนไทย หรือ พ่อครัวไทย และแม่คร้ว จะไม่ต้องตวง หรือกาง

ตำราอาหารแบบคนญี่ปุุ่น และแบบชาวต่างชาติ ดังนั้น การที่จะเขียนสูตรอาหารเล่มนี้ ทำให้ญี่ปุ่นต้องมานั่งตวงว่าใช้น้ำมัน น้ำตาลกี่ช้อนโต๊ะ เป็นต้น ไม่งั้นก็คงถ่ายทอดสูตรวิธีการทำให้

ท่านผู้อ่านที่สนใจอยากกินอาหารแบบที่เราทำไม่ได้่

    

          สูตรอาหารที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นอาหารที่เราทำขึ้นจากจินตนาการของเราเอง

และไม่คิดว่าคนที่สนใจสูตรอาหารของเราจะต้องทำตามที่เราเขียนไว้ทุกอย่างเพราะอาหาร

ฟิวชั่นเป็นอาหารที่เปิดกว้างให้คนที่ชอบทำอาหารลองทำกินดูและดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับ

รสนิยมการกินของตัวเองได้

 

            อาหารของเราจึงเป็นอาหารที่มีลักษณะพิเศษของเราเองที่ไม่เหมือนของคนอื่น

และรับรองได้ว่าอาหารที่ญี่ปุ่นทำไม่เหมือนสูตรวิธีการทำ อาหารเล่มอื่นอาจารย์หวังว่า

อาหารของเราคงจะเรียกน้ำย่อยผู้อ่านให้ลุกขึ้นมาลองหัดทำอาหารญี่ปุ่่นและอาหารฟิวชั่น

ที่ทำจากเครื่องปรุงและเครืองประกอบอาหารต่างๆที่เราเขียนในหนังสือเล่มนี้

 

          ยิ่งตอนนี้ โรคอ้วนกำลังระบาด อาหารในหนังสือเล่มนี้ทำง่าย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักเพิ่มเพราะไม่ใช่ อาหารขยะ ที่ขายทั่วไป

 

ใครที่ไม่เคยทำกับข้าวที่บ้านเพราะไม่มีโอกาส หรือไม่ชอบ คิดเปลี่ยนใจบ้างมั้ยคะ เขียนเล่าสู่กันฟังหน่อยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-05-14 07:36:09 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

(เด็กวัดนู่หนิง) พอดีหัวข้อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร หนูชอบทำอาหารมากๆ เลย ตอนนี้อยากลองทำอาหารญี่ปุ่นดูบ้างค่ะ วันก่อนประเดิมด้วยซาบะย่างซีอิ๊ว ออกมาใช้ได้ ...แต่อยากลองทำข้าวห่อสาหร่ายดูบ้างค่ะ ปัญหาก็คือ หนูใช้เสื่อ ที่ใช้ม้วนๆ สาหร่ายไม่เป็น (เค้าเรียกว่าเสื่อใช่ไหมคะ) ขอรบกวนอาจารย์สอนได้ไหมคะ ขอบพระคุณค่ะ ^^

 

(ครูประจำชั้น) ขอบคุณมากนะคะที่เป็นแฟนหนังสืออาจารย์มาตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลาย ตอนนี้ทำงานใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือเปล่าคะ เข้ามาเรียนในโรงเรียนเด็กวัดปรียานานหรือยังคะ อย่าลืมแสดงความคิดเห็นให้เต็มที่นะคะ ในฐานะแฟนหนังสือ รุ่นเก่าแก่ :-)

      ดีใจมากค่ะ ที่มีคนชอบทำกับข้าวเหมือนอาจารย์ เมื่อคืนนี้ ทำเทมปุระฟิวชั่น แป้งสูตรนักฟิสิกส์อังกฤษที่บ้าน ส่วนน้ำจิ้มแท้ญี่ปุ่นของปรียา เครื่องที่ใช้ เราจะใส่ที่เราชอบ ปลา dover sole จะอร่อยกว่าปลา キスมาก แล้วก็ผักต่างๆที่ใช้ ที่นี่มีผักเยอะแยะ และสดๆทั้งนั้น อร่อยมากค่ะ

  

   เสื่อไม้ไผ่ ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า まきす ใช้่ไม่เป็นหรือคะ จะอธิบายยังไงดี จะลองพยายามดู

นะคะ

 

  1. เอาเสื่้อไม้ไผ่วางตามแนวนอน  มีหลายขนาด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดที่คนทำกัน คงไม่มีปัญหา

  2. เอาโนะริ หรือสาหร่ายทั้งแผ่นวางแนวตั้งบนเสื่อไม้ไผ่

  3. วางสาหร่ายให้ติดขอบไม้ไผ่ด้านที่ติดกับตัวคนที่จะปั้น

  4. วางสาหร่ายแนวตั้งตรงกลางเสื่อไม้ไผ่

  5. เอาข้าวที่จะปั้นเรียบร้อยแล้ว (คงไม่ต้องสอนนะคะ เพราะคงรู้วิธีทำแล้ว) เอาข้าวใส่บนแผ่นสาหร่ายให้ทั่วๆจากซ้ายไปขวา ระวังอย่าให้ข้าวล้นออกมาข้างนอกสาหร่าย ให้เหลือเนื้อที่สาหร่ายนิดหน่อย ตรงขอบที่ใกล้คนปั้นนิดเดียวนะคะ และเหลือที่ว่าง ตอนบนของสาหร่ายประมาณสักนิ้วน่าจะใช้ได้ (ทิ้งว่างไม่ใส่ข้าวนะคะ)

  6. จากนั้นเอาของที่จะใส่ในข้าวไว้ตรงกลาง เช่นจะใส่ไข่ หรือปูอัดก็ได้ วางตามยาวของสาหร่ายและข้าวนะคะ อย่าให้หนาเกินไปนะคะ ต้องดูความเหมาะสม เพราะไม่งั้นม้วนยากค่ะ

     

  7. พอใส่เครื่องเรียบร้อยแล้ว  เอาหัวแม่มือทั้งสองข้าง ยกเสื่้อไม้ไผ่ขึ้นมาหน่อย ส่วนนิ้วที่เหลือสี่นิ้วจะอยู่ข้างในข้าวเพื่้อจะเอานิ้วค้ำข้างและเครื่องข้างใน

  8. ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้าง ค่อยๆม้วนเสื่อไม้ไผ่ไปตรงกลาง แล้วกดเข้าหาตัวหน่อย

  9. พอเอามือกดตรงเสื่อไม้ไผ่ตรงกลางแล้ว

  10. สำหรับคนที่เพิ่งทำ ถ้าไม่ชิน เพื่อความแน่ใจ เอามือกดข้าวข้างๆทั้งสองข้าง

           เผื่อจะหลุดออกมาน่าจะปลอดภัย

   11. พอเอามือกดไม้ไผ่ เราก็ค่อยๆขยับเสื่อไม้ไผ่ไปจนสุด พอสุด คราวนี้ใช้ทั้งสองข้าง

       กดเสื่อไม้ไผ่ คล้ายๆกำเหล็กกลมไว้ จะได้ไม่ไปกดส่วนใดส่วนหนึ่งของข้าว

  1.  จากนั้น ค่อยๆเอาเสื่อไม้ไผ่ออก จะเห็น futomaki/ hosomaki แล้วแต่ขนาดที่เราจะทำ

  2.  หั่นเป็นชิ้นด้วยมีดคม หั่นเป็นคำ เวลาหั่นต้องเอาผ้าเปี่ยกเช็ดมีด ไม่งั้นมีดจะติดข้าว

            หั่นออกมาจะไม่น่ากิน

 

ถ้าทำไม่สำเร็จต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะถ้าทำให้ดูได้คงจะง่ายที่สุด

 

ลองทำดูนะคะ ถ้าทำไม่ได้ ก็ลองทำใหม่ ง่ายมากค่ะ ไม่ยากเลย อย่าลืมเล่าให้ฟังนะคะ

 

เป็นครั้งแรกที่ต้องสอนวิธีทำนี้

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-06-13 12:30:53 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูติดตามอาจารย์มานานแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย (ซื้อหนังสือของอาจารย์มานั่งเรียน นั่งศึกษาภาษาญี่ปุ่นเอง เพราะที่โรงเรียนตอนนั้นไม่มีสอนภาษาญี่ปุ่นค่ะ) ตอนนี้ ติดตามอยู่ห่างๆ ไม่มีโอกาสได้โพสต์สักที วันนี้ว่างเว้นจากงาน ก็เลยแวะมาทักทายค่ะ

พอดีหัวข้อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร หนูชอบทำอาหารมากๆ เลย ตอนนี้อยากลองทำอาหารญี่ปุ่นดูบ้างค่ะ วันก่อนประเดิมด้วยซาบะย่างซีอิ๊ว ออกมาใช้ได้ ...แต่อยากลองทำข้าวห่อสาหร่ายดูบ้างค่ะ ปัญหาก็คือ หนูใช้เสื่อ ที่ใช้ม้วนๆ สาหร่ายไม่เป็น (เค้าเรียกว่าเสื่อใช่ไหมคะ) ขอรบกวนอาจารย์สอนได้ไหมคะ ขอบพระคุณค่ะ ^^

โดย : นู๋หนิง วันที่ : 2008-06-11 11:50:23 อีเมล์ : IP : 58.147.45.134

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และ

ขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่เขียนมาคุยด้วยของเด็กวัด sakullaya

 

 

ถ้าเราทำอาหารไทยที่เราคิดว่าอร่อยให้คนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ไม่ใช่พวกวัยรุ่้น หรือคนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย คงจะให้เขากินแล้วชอบ ยากมากค่ะ ก็เหมือนคนญี่ปุ่นทำอาหารญี่ปุ่นให้คนไทยที่ไม่ค่อยได้กินอาหารญี่ปุ่นกิน ก็คงขายไม่ออกนะคะ

 

อาหารที่อาจารย์ทำให้คนญี่่ปุ่นกิน จึงเป็นอาหารที่แบบญี่ปุ่นผสมไทย ซึ่งถ้าให้คนไทยกิน คงจะถามว่า นี่อาหารชาติไหน เพราะตอนที่อยู่ที่สถาบันทำต้มยำให้คนหกสิบคนกิน กินกันสองชาม ทุกครั้งต้องทำสองหม้อยักษ์ ไม่เพียงแต่จะกินกันซูดซาด

ไม่พอ เพื่อนๆจะเอากล่องพลาสติก ขนน้ำซุปต้ัมยำที่เหลือ กลับบ้านไปให้สามี หรือภรรยากินด้วย

ถ้าจะถามว่า อาจารย์ทำต้มยำที่ขายในเมืองไทยหรือเปล่า ไม่ใช่เลย คนละแนว

เพราะอาจารย์เองก็กินเผ็ดไม่ได้ และตัวเองก็ใช้ต้มยำแบบอเมริกา เพราะเคยเรียนที่อเมริกา ผสมกับรสชาิติที่คนญี่ปุ่นชอบ และอีกอย่างอยู่เมืองนอกนาน เลยกินอะไรแบบดั้งเดิมไม่ค่อยจะชอบต้องคิดค้นหาวิธีทำเองค่ะ

แม้แต่เทมปุระที่ทำที่บ้านจะอร่อยและสนุกสนาน เพราะอยู่กับนักประดิษฐ์ที่บ้าน เราไม่ต้องการกินไข่ในแป้ง เขาก็จะคิดค้นและทำแป้งเทมปุระ ส่วนอาจารย์ทำซุป และหาปลา หากุ้ง และผักต่้างๆที่แตกต่างจากญี่ปุ่น ถ้าออกไปกินที่ร้่านก็คงหมดตัวแน่ เพราะเรากินแบบ กินจริงๆที่บ้่าน ทำทอดสดๆร้อนๆ นั่งกินกันในครัวเลย ปลาที่นี่ก็แสนจะอร่อย กุ้งจากเมืองไทย ผักจากตลาดสดที่นี่ ทั้งถูกและอร่อยแบบบ้านปรียา

 

ตอนไปใหม่ๆ เคยทำแกงมัสมั่นไก่้ให้กิน เขาเบ้หน้ากินกันไม่ได้ เพราะเผ็ด

ทำอะไร ก็กินไม่ค่อยได้ทั้งนั้นแหละค่ะ คนญี่ปุ่น

 แต่วัยรุ่นญี่ปุ่นสมัยใหม่ ต้องเฉพาะพวกหัวใหม่ เคยไปเที่ยวเมืองไทย ชอบอาหารไทย

จึงจะกินอาหารไทยได้ และกินได้เก่ง แถมกินเผ็ดเก่งกว่าคนไทยอีกค่ะ

 

น้ำปลาญี่ปุ่นส่วนใหญ่กินไม่ได้ค่ะ  เพราะเขาไม่ใช้กันในครัว แล้วเราจะทำอาหารไทยที่เราคิดว่าอร่อยให้กิน ก็คงลำบากค่ะ แต่บ้านโอะคาซัง จะมีไว้ เพราะสอนแกทำ และแกชอบแต่้ก็ตามที่เล่า ถ้าไปเมืองไทย แกคงไม่ชอบ ก็บอกโอะคาซังว่า ที่เมืองไทย ต้มยำไม่ใช่แบบนี้นะคะ อย่าเข้าใจผิด กลับไปเมืองไทย พอชินต้มยำปรียา คนที่ไปด้วยก็บ่นว่า ไม่อร่อยเพราะทั้งเปรี้ยวและเผ็ด ขอกลับมากินที่บ้านดีกว่า อาจารย์ก็เลยไม่ค่อยสั่งต้มยำ เพราะตัวเองก็คงไม่ชินแบบไทยๆแล้วก็ได้ เพราะไม่ได้กินมานานปีแล้ว

 

ขอให้โชคดีนะคะ แต่ขอให้เตรียมใจไว้นะคะ ถ้าเขาไม่พูดอะไรก็คือ กินไม่ได้ขนาดจะบอกว่าอร่อย  おいしい ตามมารยาทก็ยังพูดไม่ออกเลย ไม่ต้องไปเซ้าซี้ถามเขา เพราะคงอึดอัดที่จะโกหกเรานะคะ

 

ว่างๆเขียนมาแสดงความคิดเห็นนะคะ ขอบคุณมากค่ะ จะได้แลกเปลี่ยนเรื่องให้เด็กวัดได้อ่านกันนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-06-05 02:20:00 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เคยไปญี่ปุ่นแล้ว อยากกินอาหารไทยเลยทำเอง เผื่อญาติชาวญี่ปุ่นด้วย ปรากฏว่าพวกเขาชิมกันคนละหนึ่งช้อนซ่อมจิ้ม  ญาติสาวบางคนโพล่งว่าเหม็น (น้ำปลา) พวกเขาไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเลยไม่ทราบว่าพอกินได้ไหม ปกติดิฉันทำอาหารไทยที่บ้านอยู่แล้ว เพื่อนๆก็ชมว่าอร่อย สามีซึ่งเป็นญี่ปุ่นก็ว่าดี พอไปญี่ปุ่นเสีย self ไปเลยค่ะ แต่ยังไม่เข็ดปีหน้าว่าจะไปยำมาม่าให้กิน อิ อิ

โดย : sakullaya วันที่ : 2008-06-04 17:01:34 อีเมล์ : IP : 124.157.251.131

--------------------------------------------------------------------------------------------------