|
แม้ว่าการ์ตูนอาหารได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษแล้วในวงการการ์ตูนญี่ปุ่น
แต่การ์ตูนแนวนี้มีน้อยเรื่องเหลือเกินค่ะที่จะกล่าวถึงแก่นแท้ของอาหารกับวิถีชีวิตของมนุษย์
การ์ตูนอาหารที่ออกมาตอบรับตลาดการ์ตูนเด็กผู้ชายส่วนใหญ่จึงออกไปทางแอ๊คชั่น
สู้กันบนสังเวียนครัว เอาชื่อเชฟมือหนึ่งเป็นเดิมพัน
และสร้างอาหารแปลกใหม่มาดวลกันมากมาย
กลายเป็นว่า
"อาหาร" คือหนึ่งในเครื่องมือใช้ต่อสู้แทนดาบและปืนไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ การที่การ์ตูนทำอาหารซักเรื่องหนึ่งฉีกแนวตัวเองจากแอ๊คชั่นแบบเดิมๆ
กลายมาเป็นการ์ตูนแนวการเมืองซึ่งอิงปรัชญาการดำเนินชีวิตไปด้วยกันจึงถือเป็นงานที่น่าสนใจมากๆ
ค่ะ
"Le
Chef Cuisinier de L"Ambassadeur" คือชื่อเท่ๆ
เป็นภาษาฝรั่งเศสของการ์ตูนอาหารเรื่องนี้ค่ะ
ชื่อไทยคือ "ยอดเชฟครัวท่านทูต" ตัวเอกของเรื่องคือเชฟ
"โอซาว่า" อดีตพ่อครัวในโรงแรมชื่อดังในญี่ปุ่น
แต่ด้วยระบบศักดินาในห้องครัวที่แสนจะกดดัน ทำให้เชฟหนุ่มตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองเพื่อค้นหารสชาติใหม่ๆ
ให้กับชีวิต ทั้งรสชาติของอาหารและรสชาติของความเป็นคน
เขาเลือกเป็นเชฟในสถานทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนาม
และที่นั่นเขาได้เรียนรู้ชีวิตของชาวบ้านที่มีวิถีทางแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง
เกริ่นนำเสียยาวเลยค่ะ
แต่สิ่งที่ต้องการเล่าให้ฟังจริงๆ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่ม
11 ซึ่งในช่วงต้นของเล่ม อาหารชูโรงไม่ใช่อาหารเวียดนามหรือญี่ปุ่นหรือฝรั่งเศส
แต่เป็นอาหารไทยแบบที่เรากินๆ กันอยู่ทุกวันนี่ล่ะค่ะ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่อาหารไทยอร่อยแค่ไหน
แต่อยู่ที่วิถีการกินอยู่แบบไทยนั้นมีเสน่ห์เหลือเกินเมื่อปรากฏบนหน้าการ์ตูนผ่านมุมมองของคนชาติอื่นค่ะ
ตั้งแต่ท้ายเล่ม
10 เชฟโอซาว่าเดินทางมาประเทศไทย ตอนนั้นเขาได้รู้จักรสชาติอาหารไทยแสนอร่อยมากมายโดยมีผู้แนะนำคือ
"หนู" หญิงสาวที่ทำงานอยู่ในสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
เธอแนะนำให้เชฟโอซาว่ารู้จักกับบรรดาเพื่อนหลากหลายอาชีพของเธอ
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "ช้าง" นักมวยไทย
"ช้าง"
ขึ้นชกครั้งแรกหลังร้างสังเวียนไปนาน เชพโอซาว่าและหนูก็ไปเชียร์ถึงสนามมวยลุมพินีด้วย
วันนั้นเองที่เชฟโอซาว่าเพิ่งรู้ว่าคนไทยเรากินอาหารใส่ถุงพลาสติคกัน
ขนาดน้ำก๋วยเตี๋ยวยังต้องแยกถุง ตรงนี้น่าสนใจค่ะ
อันที่จริงเขาทราบกันทั่วโลกว่าพลาสติคเมื่อสัมผัสโดนความร้อนแล้วทำให้สารพิษถูกปล่อยออกมาและเข้าสู่อาหาร
ยิ่งถ้าเอาเข้าไมโครเวฟแล้วยิ่งอันตรายใหญ่ แต่คนไทยก็ยังทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติ
ซึ่งประหลาดมากในความคิดของคนชาติอื่นๆ
อีกฉากเกี่ยวกับอาหารคือไอศครีมวนิลากับทุเรียนที่
"ไก่" เพื่อนสาวของหนูแนะนำให้เชฟโอซาว่าลองกิน
แน่นอนว่าเราคนไทยเคยกินทุเรียนกันเปล่าๆ ไม่งั้นก็กินไอศครีมทุเรียนไปเลย
แต่สูตรผสมพิสดารนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่าเชฟโอซาว่าเข้าใจผิดว่าน้ำกะทิทุเรียนคือไอศครีมวนิลาที่ละลายแล้วหรือเปล่า
ฉากสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือเมื่อเชฟโอซาว่าทำอาหารให้
"ช้าง" กิน แม้อาหารจะดูหรูเริ่ดก็ตาม
แต่เชฟคงไม่ทราบว่าคนไทยไม่ได้กินอาหารด้วยมีดกับส้อมค่ะ
บนโต๊ะดินเนอร์ระดับโรงแรมก็ต้องมีช้อนส้อมให้เสมอเพราะเป็นวัฒนธรรมการกินของเรา..ภาษาชาวบ้านเรียก
"มันชิน"
เสน่ห์ของการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมีฉากเกี่ยวข้องกับคนไทยคือการจับผิดนี่ล่ะค่ะ
ไม่ใช่จับเพื่อตำหนิ แต่ดูเพื่อให้ทราบว่าคนชาติอื่นเขามองวัฒนธรรมแบบไทยๆ
อย่างไรบ้าง แม้เราจะกินอาหารปนเปื้อนสารพิษในถุงพลาสติคเป็นประจำ
แม้เราจะชอบกินทุเรียน ผลไม้ที่ได้รับฉายาว่า
"กลิ่นนรกรสชาติสวรรค์" เป็นชีวิตจิตใจ
หรือแม้ว่าเราจะกินอาหารด้วยช้อนส้อมซึ่งไม่มีที่ใดในโลกเหมือน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ของคนไทยซึ่งน่าภูมิใจจริงๆ
"ยอดเชฟครัวท่านทูต"
เล่มนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการเขียนการ์ตูนให้มีเอกลักษณ์ของชาติค่ะ
แม้ว่าคนเขียนจะพยายามเขียนเรื่องเมืองไทย แต่สุดท้ายวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นก็ทำให้คนอ่านรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การ์ตูนไทย
ในทางกลับกัน ถ้าคนไทยวาดการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์ไทยจริงๆ
ถึงจะวาดเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นก็สามารถดูออกได้ค่ะ
ลองวาดให้โดราเอมอนเจอหงอคงแล้วยกมือไหว้
เสร็จแล้วก็ชวนกันไปกินส้มตำก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณ
คอลัมน์
มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง
นสพ.ผู้จัดการ วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่
29 ฉบับที่ 10221
|